ถูกแฟนเก่าขู่แบล็กเมลปล่อยภาพ 18+ ทำอย่างไรดี? รีบปรึกษาทนายเพื่อปกป้องสิทธิและเรียกค่าเสียหายทันที

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลส่วนตัวถูกเก็บไว้ในโทรศัพท์และโซเชียลมีเดีย ภาพหรือคลิปส่วนตัวจึงกลายเป็นสิ่งที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ “แฟนเก่า” ใช้ภาพ 18+ มาขู่แบล็กเมล เพื่อเรียกรับเงิน ขู่ทำให้อับอาย หรือบังคับให้กลับไปคบกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายอาชญากรรมตามกฎหมายไทยหลายมาตรา และเป็นคดีที่ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด

บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่า หากคุณถูกแฟนเก่าขู่แบล็กเมล คุณควรทำอย่างไร สิทธิทางกฎหมายมีอะไรบ้าง และทำไมคุณควรรีบปรึกษาทนายความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายและเอาผิดผู้กระทำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

แบล็กเมล คืออะไร? และผิดกฎหมายอย่างไร?

คำว่า แบล็กเมล คือการข่มขู่หรือเรียกร้องทรัพย์สิน โดยอาศัยภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลส่วนตัวเป็นเครื่องมือ ข่มขู่ว่าหากไม่ทำตาม จะเปิดเผยภาพ 18+ หรือความลับให้ผู้อื่นรู้

การแบล็กเมลด้วยภาพลับเข้าข่ายผิดหลายกฎหมาย เช่น

  • ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337
  • ความผิดเกี่ยวกับการขู่เข็ญให้ยอมทำตาม (ข่มขืนใจ) มาตรา 309
  • ความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หากมีการส่ง เก็บ หรือเผยแพร่ภาพลับทางอินเทอร์เน็ต
  • ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (กรณีทำให้เสียชื่อเสียง)

ดังนั้น การกระทำของแฟนเก่าที่ขู่แบล็กเมลคุณ ไม่ว่าจะ “ปล่อยภาพ 18+” หรือ “ทำให้คุณอับอาย” ล้วนเป็น “ความผิดอาญา” ที่สามารถแจ้งความและดำเนินคดีได้ทันที

ตัวอย่างสถานการณ์แบล็กเมลที่เกิดขึ้นจริง

กรณีที่พบบ่อย ได้แก่
• แฟนเก่าเก็บภาพ 18+ ไว้ แล้วขู่ปล่อยถ้าไม่ยอมคืนดี
• ขู่ให้โอนเงิน มิฉะนั้นจะส่งภาพให้ครอบครัวหรือที่ทำงาน
• ใช้ภาพลับบังคับให้ทำตามที่ต้องการ เช่น กลับมาคบกัน หรือทำสิ่งที่ไม่ต้องการ
• ส่งภาพบางส่วนให้ดูเป็นการข่มขู่เพื่อให้กลัว
• สร้างบัญชีปลอมเพื่อเผยแพร่ภาพลับ

สถานการณ์เหล่านี้ล้วนสร้างความหวาดกลัว ความกดดัน และความเสียหายทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งกฎหมายสามารถคุ้มครองคุณได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการเผยแพร่จริง

ถ้าโดนแฟนเก่าขู่ปล่อยภาพ 18+ ควรทำอย่างไร?

เมื่อคุณกำลังเผชิญกับแบล็กเมล สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. อย่าลบข้อความ และอย่าตกลงตามข้อเรียกร้อง

ให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งข้อความ แชต ไลน์ เฟซบุ๊ก ไอจี หรือไฟล์เสียง การตกลงหรือยอมโอนเงินอาจทำให้เรื่องบานปลายและโดนข่มขู่เพิ่มขึ้น

2. เก็บหลักฐานให้ครบ

หลักฐานสำคัญ เช่น
• แชตการขู่ปล่อยภาพ
• ภาพหรือคลิปที่ถูกนำมาแบล็กเมล
• หมายเลขโทรศัพท์หรือบัญชีโซเชียลของผู้กระทำ
• ข้อมูลการโอนเงิน (ถ้ามี)

หลักฐานยิ่งชัดเจน ทนายความยิ่งสามารถดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

3. ห้ามขู่กลับหรือประกาศบนโซเชียล

การตอบโต้ด้วยการข่มขู่กลับอาจทำให้คุณกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง
การโพสต์ประจานผู้กระทำอาจทำให้คดีซับซ้อนและอาจถูกฟ้องกลับได้

4. รีบปรึกษาทนายความทันที

การแบล็กเมลเป็นคดีอาญาที่ต้องใช้ความรู้ด้านกฎหมายอย่างเฉพาะเจาะจง
ทนายความสามารถดำเนินเรื่องในการประเมินคดี, การแจ้งความอย่างถูกต้อง, การออกหนังสือเตือน, การจัดการหลักฐาน และการดำเนินคดีให้รวดเร็วและปลอดภัย

5. ดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อหยุดผู้กระทำ

เมื่อทนายความจัดการเรื่องเอกสารและหลักฐานแล้ว คุณสามารถฟ้องร้องเพื่อให้ผู้กระทำหยุดทันที รวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายได้อีกด้วย

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

คดีแบล็กเมลที่เกี่ยวข้องกับภาพ 18+ เป็นคดีที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความเร็ว ความรัดกุม และความถูกต้องในทุกขั้นตอน หากทำผิดขั้นตอนอาจทำให้คดีล่าช้า หรือทำให้ผู้กระทำหลุดพ้นความผิดได้

จุดแข็งของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทนายความมีประสบการร์ดำเนินคดีแบล็กเมล ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และคดีเกี่ยวกับภาพลับ รวมถึงมีประสบการณ์ในการจัดการคดีลักษณะเดียวกันให้ผู้เสียหายหลายเคส
สามารถออกหนังสือเตือน แจ้งความ ฟ้องร้อง และคุ้มครองสิทธิได้ทันที
เก็บข้อมูลลูกค้าเป็นความลับ 100%
เจรจาและดำเนินคดีเพื่อให้ผู้กระทำยุติการขู่
วางกลยุทธ์คดีที่เหมาะสมตามกรณี ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือแพ่ง

คดีลักษณะนี้ยิ่งปล่อยไว้นาน ความเสี่ยงความเสียหายจะยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งต่อชื่อเสียง หน้าที่การงาน ครอบครัว และสุขภาพจิตของคุณ
ดังนั้น การปรึกษาทนายความมืออาชีพคือวิธีที่ดีที่สุดในการหยุดปัญหาและปกป้องตัวเอง

อย่าให้ใครมาล้อเล่นกับความหวาดกลัว ผู้กระทำผิดมีโทษหนัก!

กฎหมายไทยมีบทลงโทษชัดเจน เช่น

  • จำคุกสูงสุดหลายปี
  • ปรับเป็นเงินจำนวนมาก
  • ทั้งจำทั้งปรับ
  • เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมทางแพ่ง

แม้เพียงแค่ “ขู่” ยังไม่ปล่อยภาพ ก็ผิดกฎหมายแล้ว เพราะฉะนั้นคุณมีสิทธิได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่

หากคุณกำลังถูกแฟนเก่าหรือใครขู่แบล็กเมล ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทันที

ไม่ว่าคุณจะถูกขู่เอาทรัพย์สิน ขู่ให้กลับไปคบ หรือขู่ทำให้อับอายโดยใช้ภาพ 18+ หรือข้อมูลส่วนตัว นั่นคืออาชญากรรม และคุณมีสิทธิเรียกร้องความยุติธรรม

ให้ทนายความเดินเรื่องดำเนินคดีปกป้องสิทธิและเรียกค่าเสียหาย ปรึกษาทนายความคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ โทร 062-195-1661
ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นทีมทนายความที่ยืนอยู่ข้างคุณในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

อู่ซ่อมรถ บอกไม่เซ็นไม่ซ่อม แต่สุดท้ายก็ซ่อมได้ เพราะเจอคนจริงรู้ทันประกันภัย!

ผู้เสียหายต้องรู้สิทธิของตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อบริษัทประกันภัย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับ อู่ซ่อมรถ และกระบวนการเคลมประกันภัยกลายเป็นเรื่องที่เจ้าของรถหลายคนต้องเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ “อู่ซ่อมรถเรียกให้เจ้าของรถไปเซ็นเอกสารยินยอมว่าการซ่อมจะใช้เวลานานกว่า 15 วัน” และหากไม่ไปเซ็น อู่ซ่อมรถก็ปฏิเสธที่จะซ่อมให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเซ็นเอกสารใด ๆ หากสัญญาประกันภัยไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้เจ้าของรถต้องเดินทางไปเซ็นยอมรับ “ระยะเวลาซ่อม” ที่อู่ซ่อมรถกำหนด เพราะ การซื้อประกันภัยคือการซื้อ “บริการ” จากบริษัทประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว และควรได้รับความสะดวก ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม

ซื้อบริการ แต่ไม่ได้รับการบริการจากบริษัทประกันภัย เพราะอะไร?

เหตุผลส่วนใหญ่มีอยู่ 2 อย่าง

1. อู่ซ่อมรถต้องการป้องกันความรับผิดของตัวเอง
หากซ่อมช้า ก็อยากให้ผู้เอาประกันยอมรับไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียเวลาในภายหลัง

2. บริษัทประกันภัยบางแห่งผลักภาระไปให้ผู้เสียหายเอง
ทั้งที่จริงแล้ว การจัดหาอู่ซ่อมรถเป็น “หน้าที่ของบริษัทประกันภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของรถ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและยอมเซ็นเพราะกลัวว่ารถจะไม่ถูกซ่อม สุดท้ายจากที่เป็นผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นผู้เสียเปรียบแบบซ้ำซ้อน

รู้หรือไม่? คุณมีสิทธิ “ไม่ต้องเซ็น”

ตามหลักประกันภัยทั่วไป ถ้าในกรมธรรม์ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องเซ็น เจ้าของรถไม่ต้องเซ็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • เอกสารยินยอมเวลาซ่อม
  • เอกสารยินยอมอะไหล่เทียม
  • เอกสารยินยอมการส่งรถเข้าอู่

เพราะการที่เราชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้นหมายความว่า

 บริษัทประกันภัยต้องอำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ใช่สร้างภาระเพิ่มให้เรา

กรณีจริงจากทนายอาร์ม ไม่ได้เซ็นแม้แต่แผ่นเดียว แต่รถก็ซ่อมเสร็จ!

เคสล่าสุดของตัวทนายอาร์มเอง คือ รถยนต์ของทนายอาร์มที่ขับโดยพนักงานในบริษัทได้ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ และได้นำรถเข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยอู่ซ่อมรถแจ้งว่า
“ถ้าเจ้าของรถหรือตัวทนายอาร์มเองไม่เข้าไปเซ็นรับทราบว่าจะใช้เวลาซ่อมนานกว่า 15 วัน และจะมีการซ่อมโดยใช้อะไหล่แท้รวมอะไหล่เทียมด้วย อู่จะไม่ซ่อมรถให้”

หากผู้เสียหายท่านอื่นเจอแบบนี้ ก็คงจะรีบเข้าไปเซ็นเพราะกลัวว่าอู่ซ่อมรถจะไม่ยอมซ่อมรถให้ แต่ความจริงที่ทนายอาร์มอยากจะย้ำเตือนผู้บริโภคไว้ก็คือ ในสัญญาประกันภัยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องมาเซ็นแบบนี้ บริษัทประกันภัยหรืออู่ซ่อมรถก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้เสียหายทำสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกรมธรรม์  และสุดท้ายเคสนี้ก็เพราะเป็นตัวทนายอารามเองที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีการไปเซ็นหรือติดต่ออู่ซ่อมรถแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอย่างไรอู่ก็มีหน้าที่ต้องจัดซ่อมรถให้แล้วเสร็จคืนสู่สภาพเดิม โดยที่ไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งนั้น  แต่สุดท้ายอู่ซ่อมก็โทรมาให้ทนายอาร์มเข้าไปเอารถได้ เพราะรถซ่อมเสร็จแล้ว และรถก็ได้ซ่อมแล้วเสร็จจริงแบบเสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่สำคัญในกรณีนี้ คือ ทนายอาร์มไม่ได้เซ็นเอกสารให้อู่ซ่อมรถเลยแม้แต่ใบเดียว แต่อู่ก็ซ่อมจนแล้วเสร็จได้ แล้วจะมาให้เซ็นรับทราบหรือยินยอมทำไมแต่แรก กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า หากผู้เสียหายไม่รู้สิทธิของตัวเองแล้วทำตามทุกอย่างที่อู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัยบอก อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ทำไมผู้เสียหายจึงมักเสียเปรียบบริษัทประกันภัย?

เพราะ…บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะชน แต่ผู้เสียหายไม่มีใครเลย

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย คอยหาช่องทางลดความรับผิดชอบให้มากที่สุด
ส่วนผู้เสียหายที่ไม่รู้กฎหมายก็ถูกชักจูง ถูกกดดัน หรือถูกบอกข้อมูลไม่ครบถ้วนจนต้องเซ็นในสิ่งที่ไม่ควรเซ็น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” คือ
– รถเสียหาย
– เสียเวลา
– เสียค่าใช้จ่าย
– และยังเสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่บริษัทประกันภัย “ปฏิเสธความรับผิด” ได้อย่างง่ายดาย

หลังรถชนให้ปรึกษาทนายทันที
เพื่อให้ทนายประเมินสิทธิ ค่าเสียหาย และขั้นตอนที่ถูกต้อง
เพราะแค่พลาดบางขั้นตอน ก็อาจถูกบริษัทประกันภัยใช้เป็นเหตุปฏิเสธได้

อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ กับอู่ซ่อมรถ หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิทธิของตัวเอง
โดยเฉพาะเอกสารที่แปลก ๆ หรือไม่เคยแจ้งไว้ในกรมธรรม์

ให้ทนายเป็นคนสื่อสารแทน
ลดความเสี่ยงถูกกดดัน ถูกชักจูง หรือถูกพูดให้เข้าใจผิด

บทสรุปสำคัญที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะ…

ไม่มีใครควรเสียเปรียบ เพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย

1) อู่ซ่อมรถไม่มีสิทธิ “บังคับให้เซ็น”

ถ้าไม่อยู่ในกรมธรรม์ คุณไม่ต้องเซ็นแม้แต่แผ่นเดียว

2) บริษัทประกันภัยต้องบริการ ไม่ใช่สร้างภาระ

การหาอู่ซ่อมรถเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัย

3) การไม่รู้สิทธิ = เสียเปรียบ

ผู้เสียหายมักเสียรู้ เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

4) หากไปเดินเรื่องเอง อาจทำให้ยิ่งเสียปรียบได้

หากเดินเรื่องโดยที่ไม่รู้กระบวนการอาจมีโอกาสได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่ควรจะได้ หรือไม่ได้อะไรเลย

5) มีทนายตั้งแต่แรก = ลดโอกาสถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน

เพราะทุกจุดมีผลต่อสิทธิทางกฎหมายของคุณ

หากคุณกำลังมีปัญหากับอู่ซ่อมรถหรือถูกบริษัทประกันภัยให้เซ็นเอกสารบางอย่างโดยที่ไม่แน่ใจอย่ารอให้ประกันภัยปฏิเสธก่อน หรือไปเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้ค่าเสียหาย แล้วค่อยมาหาทนายเพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้ว สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการทางกฎหมายกับผู้เสียหายทุกคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของระบบบริษัทประกันภัย เพราะไม่มีใครควรเสียเปรียบเพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายวันนี้คลิก ติดต่อเรา หรือ โทร 062-195-1661

เตือนภัยผู้บริโภคคดีรถชน! เมื่อบริษัทประกันภัยหัวหมอยิ่งกว่าที่คิด ปฏิเสธจัดซ่อมรถ อ้างผู้เสียหาย “จัดฉากชน”

ในยุคที่จำนวนคดีรถชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบริษัทประกันภัยจะเข้ามาดูแล ซ่อมแซม และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายเคสที่บริษัทประกันภัยใช้ “กลยุทธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะปฏิเสธการซ่อม อ้างว่าเอกสารไม่ครบ หรือตีความว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเอง

หนึ่งในนั้นคือเคสของ “คุณป้า” รายหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้ผู้บริโภคทุกคนต้องรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองในคดีรถชน

เมื่อประกันภัยนิ่งเฉย 2 เดือนเต็ม รถเสียหายแต่ไม่ยอมจัดซ่อม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คุณป้าถูกรถคู่กรณีชนจนรถได้รับความเสียหายหนัก แต่แทนที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะนำรถไปจัดซ่อมตามหน้าที่ กลับ “นิ่งเฉย” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการประเมินความเสียหาย และไม่มีการนำรถเข้าซ่อมแม้แต่น้อย

คุณป้าซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ไป “ร้องเรียน คปภ.” แต่เป็นที่รู้กันว่า คปภ. มักทำงานในลักษณะสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยการร้องเรียนอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

โชคดีที่คุณป้ายังไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก่อน

ทนายเข้าดูแลคดีรถชนทันที ส่งหนังสือให้บริษัทประกันภัยจัดซ่อมโดยเร่งด่วน

เมื่อทนายอาร์มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเคสนี้มีความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกเบี่ยงประเด็นหรือปัดความรับผิดชอบอย่างไม่ถูกต้อง ทนายจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องทันที โดยจัดทำหนังสือถึงบริษัทประกันภัยเพื่อให้

  • นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม
  • คืนสภาพรถให้เหมือนก่อนเกิดเหตุ
  • ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในเนื้อหาของหนังสือ “ไม่ได้มีการเรียกค่าซ่อมใด ๆ จากบริษัทประกันภัย” แต่เป็นการให้บริษัทนำรถไปซ่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตามกรมธรรม์

จากปฏิเสธการซ่อม กลับกลายเป็นบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ขอใบเสนอราคา ค่าซ่อม ค่าแรง ค่าอะไหล่เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

หลังจากบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมาย บริษัทตอบกลับมาในลักษณะที่เปลี่ยนท่าทีทันที โดยขอให้คุณป้าส่ง:

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม
  • รายละเอียดอู่ซ่อม
  • ค่าแรง
  • ค่าอะไหล่

เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่แท้จริงแล้ว…

นี่คือกลยุทธ์ขั้นต่อไปของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่พยายามโยนภาระให้ผู้เสียหายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ทำไมทนายจึงแนะนำว่า “ไม่ควรทำใบเสนอราคา”?

ทนายอาร์มให้ความเห็นว่า การทำใบเสนอราคาค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายถูกบริษัทกล่าวหาว่า:

  • ทำใบเสนอราคา “ปลอม”
  • ระบุอะไหล่ไม่ตรงรุ่น
  • ใส่ราคาอะไหล่สูงเกินจริง
  • บวกรายการเกินความจำเป็น

และอาจถูกบริษัทประกันภัยดำเนินคดีเพิ่ม โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายพยายามเอาเปรียบบริษัท

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่เคยรู้มาก่อน”

แท้จริงแล้ว… การหาอู่ซ่อมและทำใบเสนอราคา “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย”

ตามกฎหมายและหลักการจัดการคดีรถชน คือ

  • บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดซ่อมทั้งหมด
  • บริษัทต้องหาอู่ซ่อม
  • บริษัทต้องประเมินราคา
  • บริษัทต้องรับผิดชอบในการคืนสภาพรถ

ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำใบเสนอราคาแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยพยายามโยนภาระกลับมาให้ผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการทำผิดขั้นตอนและเป็นการบิดเบือนหน้าที่อย่างชัดเจน

บริษัทประกันภัยกลัวอะไร? กลัวซ่อมไม่จบ? กลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ…

  • หรือบริษัทกลัวว่าถ้าซ่อมแล้วต้องรับประกันงานซ่อม?
  • หรือกลัวว่าซ่อมไม่จบและต้องรับผิดชอบเพิ่ม?
  • หรือกลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ผู้เสียหายในระหว่างที่รถเข้าซ่อม?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้เสียหายไม่ควรถูกผลักภาระเหล่านี้

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ ผู้บริโภคต้องมีทนาย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายรอปฏิเสธคุณตั้งแต่ก่อนรถจะชน

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ:

บริษัทประกันภัยมีทีมทนายรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีรถชน

บริษัทมีเวลา พร้อมข้อมูล พร้อมกฎหมาย และพร้อมกลยุทธ์ในการลดความรับผิดชอบ
แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีความรู้ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีคดีรถชน ผู้บริโภคควรมีทนายเพื่อ:

  • ปกป้องสิทธิ
  • ป้องกันการถูกเอาเปรียบ
  • ทำให้บริษัทประกันภัยต้องทำตามหน้าที่
  • ลดความเสี่ยงที่จะถูกโยนภาระกลับมา

อย่าให้ประกันภัยเล่นกลกับสิทธิของคุณ

เคสของคุณป้าเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจ

  • ปฏิเสธการซ่อมรถ
  • กล่าวหาผู้เสียหายว่าจัดฉาก
  • ขอเอกสารที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค
  • พยายามบิดเบือนขั้นตอนเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงิน

ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชน, บริษัทประกันภัยไม่ยอมซ่อมรถ หรือกำลังถูกปัดความรับผิดชอบ

👉 ปรึกษาทนายอาร์ม – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันแรก หรือโทร 062-195-1661

อุทาหรณ์ผู้เอาประกันภัย! ขับรถชนคนเจ็บ แต่บริษัท “ประกันภัย” ไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อความเชื่อใจในบริษัทประกันภัยกลายเป็นความเสียหายซ้ำซ้อน

ทนายอาร์มแนะ วิธีเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ในโลกของประกันภัยหลายคนเชื่อว่าการมีกรมธรรม์ไว้คือ “เกราะป้องกัน” ยามเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับพบว่า เมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิจริง ๆ ผู้เอาประกันภัยกลับต้อง “เดินเรื่องเองทุกขั้นตอน” แถมบางครั้งบริษัทประกันภัยยัง “ปัดความรับผิดชอบ” จนผู้เอาประกันต้องรับภาระร่วมกับผู้บาดเจ็บเอง

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์เขาได้ขับรถไปชนคนเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้ตำรวจชี้ว่าเขาเป็นฝ่ายผิด ทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในขั้นตอนของการเคลมตามปกติ แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นเมื่อบริษัทประกันภัย “ไม่ช่วยเหลือ” แม้แต่ในขั้นตอนสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล

บริษัทประกันภัย “ไม่สำรองจ่าย” ทั้งที่มีใบเคลม

ชายผู้เอาประกันภัยเล่าว่า เขามีเอกสารครบถ้วน ทั้งใบเคลมและหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุ แต่บริษัทประกันภัยกลับให้เหตุผลว่า “ต้องให้ผู้เอาประกันและผู้ประสบภัยร่วมกันสำรองจ่ายก่อน” แม้จะมีใบเคลมอยู่ในมือ บริษัทก็ไม่ออกหนังสือรับรองให้โรงพยาบาลนำไปเบิกกับบริษัทได้โดยตรง ผลลัพธ์คือ ทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บต้องร่วมกันควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนเอง ฟังดูอาจแปลก แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ทำประกันทุกคนต้องตระหนักว่า

“การมีประกันภัยไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติในทุกกรณี”

เมื่อผู้เอาประกันภัย “กลายเป็นผู้เสียหายซ้ำซ้อน”

หลังเกิดเหตุ ตำรวจชี้ชัดว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด หมายความว่าเขามีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่า ทั้งผู้เอาประกันและผู้บาดเจ็บต้องร่วมมือกันเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกันภัย แทนที่บริษัทจะเป็นผู้จัดการเรื่องเคลมและชดใช้ตรงตามเงื่อนไข กลับทำให้ผู้เอาประกันกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” ทั้งเสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึก

 “ทนายอาร์ม” แนะนำ : ฟ้องศาลร่วมกันในคดีคุ้มครองผู้บริโภค

ทนายอาร์มแนะนำแนวทางว่า
หากผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บร่วมมือกันฟ้องบริษัทประกันภัยต่อศาล สามารถดำเนินคดีในฐานะ “คดีคุ้มครองผู้บริโภค” ได้ เพราะทั้งคู่ถือเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

สิ่งสำคัญคือ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง

ผู้เอาประกันภัยสามารถเรียกคืนค่าเสียหายทั้งหมดได้ รวมถึงค่าทนายความด้วย

ในบางคดี ศาลมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าทนายความให้ผู้เสียหายด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของศาล

ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทนายจะสามารถดำเนินคดีให้เป็นระบบ ถูกต้องตามขั้นตอน และลดโอกาสเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

ทนายสามารถรับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ได้อย่างถูกกฎหมาย

หลายคนอาจไม่รู้ว่ากฎหมายทนายความไทยอนุญาตให้ทนายเรียกค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากทุนทรัพย์ที่บังคับคดีได้
ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถตกลงกับทนายได้อย่างโปร่งใส เช่น

  • กำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากยอดเงินที่เรียกคืนได้
  • หรือจ่ายค่าทนายแบบเหมาเพื่อให้ดำเนินคดีจนจบ

การพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และทำให้คดีดำเนินไปได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดความขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนในภายหลัง

อย่ารอให้เรื่องผ่านไปนาน ถึงจะหาทนาย

อีกหนึ่งข้อเตือนใจจากทนายอาร์มคือ

“อย่ารอให้เรื่องผ่านไปหลายปีหรืออาการบาดเจ็บหายก่อน ถึงจะเริ่มฟ้อง เพราะเมื่อคุณหายแล้ว คุณอาจหมดสิทธิ์เรียกร้องค่าพิการหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมได้”

ในทางปฏิบัติ มีหลายกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้บาดเจ็บรอจนหายดีแล้วค่อยดำเนินคดี ทำให้ศาลพิจารณาว่า “ไม่มีความเสียหายต่อเนื่อง” ส่งผลให้ได้รับเพียงค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น

ดังนั้น หากเกิดเหตุ ควรปรึกษาทนายความทันทีหลังอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพื่อให้ทนายดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์และเอกสารตั้งแต่แรก

บริษัทประกันภัย “ขายประกัน” ง่าย แต่ตอนเคลมกลับยาก

ในมุมของผู้เอาประกัน หลายคนเลือกทำประกันกับบริษัทที่โฆษณาว่าบริการดี เคลมง่าย
แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกิดเหตุจริง หลายบริษัทกลับมีข้ออ้าง เช่น

  • “งานเยอะ ยังไม่ถึงคิวตรวจสอบ”
  • “ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายนี้ ต้องให้ลูกค้าไปทำเองก่อน”
  • “ต้องรอเอกสารจากโรงพยาบาลก่อนเบิกได้”

สุดท้าย ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นฝ่ายรับภาระมาดำเนินการเอง ทั้งโทรตาม ทั้งยื่นเอกสารซ้ำ ๆ กลายเป็นว่าการขายประกันง่าย แต่การให้บริการหลังการขายกลับยากเย็น

นี่คือเหตุผลที่ ทนายอาร์มย้ำเสมอว่า

“เวลาขายประกันภัย คุณขายความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ แต่เวลาลูกค้าเกิดเหตุ คุณต้องเซอร์วิสลูกค้า ไม่ใช่หาข้ออ้าง”

คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เอาประกันภัยทุกคน

1.เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ครบ – ใบเคลม, ใบแจ้งความ, ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษา

2.แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และขอเลขเคลมเป็นหลักฐาน

3.อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเอกสารยอมความหรือสละสิทธิ์

4.ปรึกษาทนายความทันที หากบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่ได้รับความคืบหน้า

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่า การมี “ประกันภัย” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับการดูแลเสมอไป แต่หากคุณรู้จักใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง และมีทนายความที่ปรึกษา ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น คุณจะไม่เพียงแต่เรียกคืนสิ่งที่เสียไปได้ครบ แต่ยังอาจได้รับความเป็นธรรมมากกว่าที่คิด

เพราะในยุคที่บริษัทต่าง ๆ แข่งกัน “ขายประกัน” อย่าลืมว่า “ผู้เอาประกัน” เองก็ต้องรู้เท่าทันประกันเช่นกัน ปรึกษาทนายความวันนี้ เพื่อที่คุณจะไม่เสียรู้บริษัทประกันภัยอีกต่อไป

เรียกค่าสินไหมบาดเจ็บอย่างไรให้ไม่เสียเปรียบ? ทนายอาร์มเล่ากรณีจริง “ถูกรถชนแขนหัก ควรเรียกค่าสินไหมเท่าไหร่ดี?”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่มักมีคนมาปรึกษาทนายอาร์มอยู่เสมอ คือ “ถูกรถชน แขนหักแบบนี้ เรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บได้เท่าไหร่?” ซึ่งคำถามนี้ฟังดูง่าย แต่คำตอบไม่ตายตัวเลยครับ เพราะการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างมาก ทั้งอายุ เพศ อาชีพ รายได้ และผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในอนาคต อย่างกรณีต่อไปนี้ที่ญาติของผู้เสียหายได้ติดต่อเข้ามาปรึกษาทนายอาร์ม

ตัวอย่างเคสจริง: สาววัย 37 ปี แขนหักต้องดามเหล็กจากอุบัติเหตุรถชน

โดยญาติของผู้เสียหายได้ทักข้อความ Inbox มาปรึกษาทนายอาร์มว่า ผู้หญิง (ตัวคนเจ็บ) อายุ 37 ปี ทำงานเจ้าหน้าที่บัญชี เงินเดือน 28,000 บาท เธอถูกรถชนจนแขนหักต้องใส่เหล็กดามกระดูก และอยากทราบว่า “ควรเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บเท่าไหร่ดี?”

ทนายอาร์มจึงเริ่มต้นจากการถามข้อมูลพื้นฐาน เช่น

“ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเท่าไหร่?”

ญาติผู้เสียหายตอบว่า 340,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร

เมื่อทนายสอบถามต่อไป พบว่าคู่กรณีมีประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองบุคคลภายนอกในวงเงิน 500,000 บาท และบริษัทประกันภัยได้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดไปจำนวน 340,000 บาท และยังเหลือวงเงินอีก 240,000 บาท (รวมความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ 80,000 บาท) ที่สามารถใช้เรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม หากค่าเสียหายรวมเกินกว่าวงเงินคุ้มครอง เช่น เกิน 500,000 บาท ส่วนเกินนี้จะต้องเรียกเอาจากตัวผู้ขับขี่โดยตรง เพราะถือว่าเป็นการกระทำละเมิด

เรียกค่าสินไหมกรณีบาดเจ็บอะไรได้บ้าง?

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุสามารถเรียกค่าเสียหายได้หลายรายการ เช่น

ค่ารักษาพยาบาล – ครอบคลุมทั้งค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่ากายภาพบำบัด

ค่าเสียรายได้ระหว่างพักรักษาตัว – หากต้องหยุดงานหรือขาดรายได้ในช่วงรักษาตัว สามารถเรียกได้ตามจำนวนวันที่หยุดจริง

ค่าทำขวัญ – เป็นค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเจ็บปวดทางกายและใจ

ค่าใช้จ่ายในการดูแลระหว่างบาดเจ็บ – เช่น ค่าพี่เลี้ยงหรือคนดูแลระหว่างรักษา

ค่าเสียหายระยะยาว – หากบาดเจ็บทำให้สูญเสียอวัยวะหรือทำงานไม่ได้เหมือนเดิม

ค่าทำขวัญด้านความสวยงาม – เช่น มีรอยแผลเป็นถาวร

จะเห็นได้ว่าการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บนั้น ไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งหมดหลังอุบัติเหตุ

ทำไมคนงานยกของบางคนเรียกค่าสินไหมได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ?

ทนายอาร์มอธิบายว่า การคำนวณค่าสินไหมบาดเจ็บไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังดู “ผลกระทบต่ออาชีพ” ด้วย เช่น ถ้าเป็นคนงานยกของแล้วแขนหัก ย่อมกระทบต่อการทำงานโดยตรง ทำให้รายได้หายไปทั้งหมดในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าเป็น พนักงานออฟฟิศทั่ว ๆ ไป อาจยังสามารถทำงานเอกสารหรือทำงานจากบ้านได้บางส่วน

ดังนั้น ในบางกรณีคนงานใช้แรงงานอาจเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ เพราะอาชีพของเขาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายโดยตรง

อย่ารอให้หายดีก่อนค่อยเรียกร้อง เพราะ “คุณกำลังเสียเวลาและเสียเปรียบบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว”

อย่างเคสผู้หญิงในกรณีนี้รักษาตัวนานถึง 9 เดือน ก่อนจะติดต่อทนายอาร์ม โดยบริษัทประกันภัยอ้างว่า “ต้องรอให้หายดีก่อน ถึงจะเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้” แต่ในความจริง นี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้ผู้เสียหายเสียเปรียบอย่างมาก เพราะกระบวนการเรียกค่าเสียหายเองก็ใช้เวลาอีกหลายเดือน หากเริ่มดำเนินการหลังหายดีแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าเสียเวลาไปกว่า 1 ปีครึ่งกว่าจะได้เงิน

ทนายอาร์มจึงเตือนว่า “อย่ารอให้หายดีค่อยมาปรึกษา” ควรให้ทนายความดำเนินการตั้งแต่ช่วงเริ่มรักษา เพื่อให้สามารถรวบรวมหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และเอกสารสำคัญได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น

“หากเกิดอุบัติเหตุรถชน สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้หรือไม่?”

อีกประเด็นที่หลายคนมักสับสนคือ “หากเกิดอุบัติเหตุรถชน สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้หรือไม่?”

คำตอบคือ ใช้ได้ครับ กฎหมายพระราชบัญญัติประกันสังคม ไม่มีมาตราใดระบุว่า หากเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ จะต้องใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ. รถยนต์เท่านั้น เพียงแต่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งอาจบอกว่า “ใช้สิทธิ์ไม่ได้” เพราะไม่อยากรับอัตราค่ารักษาของประกันสังคมซึ่งจ่ายน้อยกว่าอัตราปกติ แต่ในทางกฎหมาย คุณสามารถยืนยันสิทธิ์ของคุณได้เต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการรักษา และยังคงสามารถเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บส่วนอื่นจากคู่กรณีได้ตามปกติ

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ?

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม พบว่าผู้เสียหายจำนวนมากมักจะคิดว่า “เดี๋ยวลองเรียกดูเองก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยหาทนาย” ซึ่งนั่นคือจุดที่ทำให้เสียสิทธิ์ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยเจรจาเพื่อลดวงเงินชดเชยให้มากที่สุด หากผู้เสียหายไม่มีความรู้ทางกฎหมายหรือไม่มีทนายคอยวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้น ก็แทบจะไม่มีทาง “รู้ทันบริษัทประกันภัย” ได้เลย

วิธีเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บอย่างไม่เสียเปรียบ

แจ้งเหตุและติดต่อบริษัทประกันภัยทันที พร้อมขอสำเนาตารางกรมธรรม์คู่กรณี เก็บหลักฐานทุกอย่าง เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ ค่ารักษา และภาพถ่ายบาดแผล อย่ารอให้หายดีค่อยเรียกร้อง ควรให้ทนายดำเนินการระหว่างการรักษา ใช้สิทธิ์ประกันสังคมควบคู่ได้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ปรึกษาทนายความ เพื่อให้ทนายวางแนวทางการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้อย่างถูกต้อง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบเพราะความไม่รู้

การเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงิน แต่คือการรักษาสิทธิ์ของคุณในฐานะผู้ได้รับความเสียหาย และอย่าลืมว่า “บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะ…มีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?” ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

เมื่อบริษัทประกันภัยพูดว่าอยากได้ “ให้ไปฟ้องเอา” นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง

ประโยคนี้สะท้อนถึง “ช่องว่างของอำนาจ” ระหว่างผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา กับบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่มีทีมทนายและฝ่ายกฎหมายครบเครื่อง

คำถามคือ…

  • ทำไมบริษัทประกันภัยที่มีรายได้ปีละหลายพันล้าน จึงปฏิเสธความรับผิดชอบกับผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาลและยังไม่สามารถเดินได้ปกติ?
  • ทำไมต้องให้ผู้เสียหาย “ไปฟ้องเอาเอง” ทั้งที่รู้ว่าคนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และไม่มีเงินหรือเวลามาฟ้องร้อง?

สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “เครื่องมือทางอำนาจ” ที่บริษัทประกันภัยบางแห่งใช้ เพื่อบีบให้ผู้เสียหายยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ แล้วจบเรื่องไป

ความจริงทางกฎหมาย คือ ผู้เสียหายมีสิทธิมากกว่าที่บริษัทพยายามบอก

ตามหลักกฎหมายมูลละเมิดและกฎหมายประกันภัยผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ครบทุกส่วน ไม่ใช่แค่ค่าหยุดงานเท่านั้น

โดยกฎหมายกำหนดให้คู่กรณีหรือบริษัทประกันภัยต้องชดใช้ในส่วนต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
รวมถึงค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่ากายภาพบำบัด และค่าฟื้นฟูร่างกาย

2.  ค่าขาดรายได้จากการหยุดงาน
ต้องคิดตามรายได้จริง ไม่ใช่เพียง “วันละ 350 บาท” แบบที่บริษัทบางแห่งตั้งขึ้นเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์

3.  ค่าทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ
ศาลสามารถพิจารณาให้ได้ตามสภาพความเสียหาย เช่น ความเจ็บปวด ความพิการ หรือผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

4.  ค่าขาดโอกาสทางอาชีพ
เช่น หากผู้เสียหายมีอาชีพอิสระ แล้วไม่สามารถรับงานได้ในช่วงพักฟื้น

ดังนั้น หากบริษัทประกันภัยบอกว่า “ไม่จ่าย” หรือ “ให้ไปฟ้องเอา” นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่มีสิทธิ แต่เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในทางที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

เหตุใดบริษัทประกันภัยจึงกล้าท้าให้ผู้เสียหายไป “ฟ้องเอา”?

เพราะพวกเขารู้ดีว่า

  • คนทั่วไป “ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย”
  • ไม่รู้ขั้นตอนการฟ้องร้อง
  • คิดว่าทนายความแพง
  • และสุดท้ายเลือก “ยอมรับเงินเท่าที่ให้”

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
บริษัทบางแห่งจึงกล้าพูดได้เต็มปากว่า “อยากได้มากกว่านี้ ไปฟ้องเอา” เพราะมั่นใจว่าเหยื่อส่วนใหญ่จะไม่กล้า

แต่สำหรับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และ ทนายอาร์ม เราเชื่อว่า “ความจริง” และ “สิทธิของประชาชน” ต้องมาก่อนผลประโยชน์ขององค์กร

ประกันภัยที่ดี ควรรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระ

บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแล เยียวยา และจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
ไม่ใช่ใช้ความได้เปรียบทางกฎหมายมาข่มขู่ หรือบอกให้ประชาชนธรรมดา “ไปฟ้องเอาเอง”

เพราะในความเป็นจริง คนที่นอนเจ็บอยู่บ้าน คนที่ยังเดินไม่ได้ คนที่ต้องหยุดงานขาดรายได้
พวกเขาไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะไม่มีทนายอยู่ข้างตัว

ถ้าเจอประกันท้าให้ฟ้องแบบนี้จะทำอย่างไรดี?

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนมักเลือกเชื่อบริษัทประกันภัยที่บอกว่า “รอให้ร่างกายหายดีก่อน” ค่อยว่ากันเรื่องเคลม แต่ในความเป็นจริงนี่คือความเข้าใจผิดที่อาจทำให้คุณเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว เพราะ “อีกฝ่าย” ไม่ว่าจะเป็นคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย เขามีทีมกฎหมายพร้อมตั้งแต่ “รถยังไม่ทันชนด้วยซ้ำ”

บริษัทประกันภัยมีฝ่ายทนายและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีโดยตรง ที่ถูกเตรียมไว้เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท” ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้เสียหาย การเรียกเอกสาร หรือแม้แต่การตีความข้อกฎหมาย ทุกขั้นตอนล้วนมีเป้าหมายเพื่อ “ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้ได้น้อยที่สุด”

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับต้อง “สู้ด้วยมือเปล่า” ทั้งเจ็บตัว เสียงาน และยังขาดความรู้ทางกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น อย่ารอให้แผลหายก่อนถึงค่อยหาทนาย เพราะทุกนาทีหลังเกิดเหตุคือ “โอกาสสำคัญในการปกป้องสิทธิ์ของคุณ”

คุณสามารถมีทนายความอยู่ข้างตัวตั้งแต่วันแรกที่รถชนได้เช่นกัน เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการทั้งด้านเอกสาร การเจรจากับบริษัทประกันภัย และคำนวณมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง  ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทประกันภัยกำหนดอยู่ฝ่ายเดียว

1. อย่าเพิ่งยอมเซ็นยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ
เพราะเมื่อคุณเซ็นรับเงินและลงชื่อในเอกสารยอมความแล้ว จะถือว่าคดี “สิ้นสุดสิทธิ์เรียกร้อง” ทางกฎหมายในอนาคตทันที แม้ภายหลังจะพบว่าความเสียหายมากกว่านั้น คุณก็ไม่สามารถเรียกเพิ่มได้อีก

2. รวบรวมหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วน
เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบหยุดงาน ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานการเดินทาง หรือแม้แต่แชตที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประกันภัย ทุกอย่างล้วนสำคัญ เพราะเอกสารเหล่านี้คือ “หลักฐานยืนยันสิทธิ์” ของคุณในการเรียกร้องค่าเสียหาย

3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
อย่าปล่อยให้ตัวเองต่อรองตามลำพัง เพราะในขณะที่บริษัทมี “ทีมทนายตั้งแต่วันแรก” คุณก็ควรมี “ทนายของคุณเอง” ที่พร้อมดำเนินการเรียกค่าเสียหาย ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อให้คุณได้รับ “ความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เงินเยียวยา”

กรณีที่ผู้เสียหายได้รับคำตอบว่า “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา” เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในระบบประกันภัยของไทย และสะท้อนว่าบางบริษัทอาจลืมไปว่า “ลูกค้า” คือคนที่ไว้วางใจจ่ายเบี้ยให้ทุกปี เพื่อแลกกับ “ความคุ้มครองในวันที่ต้องการที่สุด”

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญเหตุการณ์แบบเดียวกัน อย่ายอมให้คำพูดเหล่านี้ทำให้สิทธิตามกฎหมายของคุณหายไป

บริษัทประกันภัยมีทนายไว้ก่อนเกิดเหตุ ถึงเวลาที่ผู้เสียหายต้องมีทนายไว้เช่นกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถพัง–คนเจ็บ–ชีวิตสะดุด บริษัทประกันภัยอาจเป็นชื่อแรกที่เรานึกถึงในฐานะ “ผู้ช่วยเหลือ” แต่ความจริงที่หลายคนเพิ่งได้รู้ คือ บริษัทประกันภัยไม่ใช่เพื่อนของผู้เสียหาย พวกเขาคือ “คู่สัญญาทางธุรกิจ” ที่มีหน้าที่จำกัดความรับผิดชอบให้ได้น้อยที่สุด และมีทีมทนายพร้อมตั้งแต่วันแรกที่เหตุเกิด

ในทางกลับกัน ผู้ประสบภัยกลับต้องสู้ตามลำพัง ทั้งที่เจ็บกาย เจ็บใจ และไม่รู้ว่ากฎหมายให้สิทธิ์อะไรบ้าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณ ไม่ควรยอมรับตัวเลขชดเชยที่ไม่เป็นธรรม หรือคำพูดกดดันอย่าง “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา”

เพราะ “คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมาย” ที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าทนทุกข์ทรมาน และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และคุณมีสิทธิ์จะมี “ทนาย” เพื่อยืนหยัดต่อสู้บนความยุติธรรมเช่นเดียวกับพวกเขา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมอยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดไปจนถึงการตกลงให้ทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย เราพร้อมเป็น “เสียงของผู้เสียหาย” ที่จะไม่ปล่อยให้คำพูดของบริษัทประกันภัยมากำหนดคุณค่าของชีวิตคุณได้อีกต่อไป รถชนเรียกค่าเสียหาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

ทำหน้าแล้วพัง ไม่ตรงปกที่โฆษณา เรียกค่าเสียหายได้อย่างไร?

ในปัจจุบัน การทำหน้าหรือการทำศัลยกรรมความงามกลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการทำจมูก ทำตา ทำคาง หรือแม้กระทั่งการปรับรูปหน้าเพื่อเพิ่มความมั่นใจ หลายคลินิกเสริมความงามแข่งขันกันโฆษณาด้วยภาพรีวิวสวย ๆ หรือการรับประกันผลลัพธ์ที่เกินจริง จนทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเข้ารับบริการโดยเชื่อว่าผลลัพธ์จะออกมาดีเหมือนที่โฆษณา แต่ในความเป็นจริง กลับมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่เจอปัญหาทำหน้าแล้วไม่เป็นไปตามที่ตกลงบางรายถึงขั้นเกิดรอยแผลถาวร ผิวหน้าติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งเสียโฉมจนสูญเสียความมั่นใจในชีวิตประจำวัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าแล้วหน้าพัง

เมื่อการทำหน้าไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง อาจเกิดความเสียหายหลายรูปแบบ เช่น

  • ความเสียหายทางร่างกาย เช่น แผลเป็น รอยด่างดำ ติดเชื้อ ผิวเน่าเสีย หรือบวมอักเสบเรื้อรัง
  • ความเสียหายทางจิตใจ ผู้เสียหายหลายรายไม่กล้าออกไปเจอผู้คน สูญเสียความมั่นใจ และบางรายถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้า
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแก้ไขเพิ่มเติม หรือเสียโอกาสในการทำงาน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบที่รุนแรงและไม่ควรถูกมองข้าม ผู้บริโภคที่ประสบปัญหามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากคลินิกหรือแพทย์ผู้ทำศัลยกรรม

กฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

ในกรณีทำหน้าแล้วผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่โฆษณา ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิภายใต้กฎหมายได้หลายส่วน ได้แก่

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
 หากการโฆษณาของคลินิกเกินจริง หลอกลวง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ จนผู้บริโภคตัดสินใจใช้บริการ ถือว่าผู้ประกอบการกระทำผิด ผู้เสียหายสามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้

2. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
 หากการทำหน้าของแพทย์หรือคลินิกก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามมาตรา 420 เรื่องละเมิด เช่น ค่าใช้จ่ายในการรักษาแก้ไข ค่าขาดประโยชน์ในอนาคต และค่าทดแทนความเจ็บปวดทางใจ

3. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล และจรรยาบรรณวิชาชีพเวชกรรม
 หากคลินิกไม่ได้มาตรฐาน หรือแพทย์กระทำผิดจรรยาบรรณ สามารถร้องเรียนไปยังแพทยสภา หรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการลงโทษทางวิชาชีพ

การเก็บหลักฐานเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

หากคุณทำหน้าแล้วเกิดปัญหา สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการเรียกร้องค่าเสียหาย ได้แก่

  • ใบเสร็จและสัญญาการทำศัลยกรรม
  • ภาพถ่ายก่อนและหลังทำหน้า
  • ข้อความโฆษณาหรือรีวิวที่คลินิกใช้ประกอบการตัดสินใจ
  • ใบรับรองแพทย์กรณีต้องเข้ารับการรักษาเพิ่มเติม
  • ประวัติการพูดคุยหรือแชทกับคลินิกและแพทย์

หลักฐานเหล่านี้จะช่วยให้สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากการทำศัลยกรรมจริง และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินคดีหรือการเจรจาไกล่เกลี่ย

ขั้นตอนการเรียกร้องค่าเสียหายที่คุณสามารถทำได้

1. ติดต่อคลินิกหรือแพทย์โดยตรง
 เพื่อแจ้งปัญหาและขอให้รับผิดชอบแก้ไขหรือชดใช้ค่าเสียหาย หากคลินิกพร้อมเจรจา อาจสามารถตกลงกันได้โดยไม่ต้องฟ้องร้อง

2. ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 เช่น สคบ. หรือแพทยสภา เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของคลินิกและแพทย์

3. ฟ้องร้องต่อศาล
 หากไม่สามารถตกลงได้ การปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องจะเป็นช่องทางสุดท้ายเพื่อบังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมาย

ค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้

ผู้เสียหายจากการทำหน้าที่ผิดพลาด สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้หลายประเภท เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาล ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • ค่าเสียหายจากการเสียโฉม
  • ค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ
  • ค่าขาดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
  • ค่าเสียหายเชิงจิตใจ (ค่าเสียหายโดยธรรม)

ศาลจะพิจารณาจากความร้ายแรงของความเสียหาย ความรับผิดชอบของคลินิกหรือแพทย์ และหลักฐานที่ผู้เสียหายมี

ทำอย่างไรเมื่อศัลยกรรมแล้วไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้?

หากพบว่าการทำศัลยกรรมไม่เป็นไปตามที่โฆษณาหรือสัญญา ควรดำเนินการดังนี้

1.เก็บหลักฐานทุกอย่าง เช่น ใบเสร็จรับเงิน โบรชัวร์โฆษณา รูปถ่ายก่อน–หลังทำ และผลการตรวจจากแพทย์

2.ขอใบรับรองแพทย์ เพื่อยืนยันความเสียหายที่เกิดขึ้น

3.เจรจากับคลินิก บางครั้งคลินิกอาจยินดีชดใช้ค่าเสียหายหรือออกค่าแก้ไขให้

4.ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สคบ. หรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

5.ปรึกษาทนายความ เพื่อดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมาย หากการเจรจาไม่เป็นผล

ทำไมควรปรึกษาทนายความ?

หลายครั้งที่ผู้เสียหายคิดว่า “ไม่กล้าแจ้งความ ไม่กล้าเรียกร้อง” เพราะอายหรือกลัวความยุ่งยาก แต่ในความจริงแล้ว หากปล่อยให้เวลาผ่านไป อาจหมดอายุความในการฟ้องร้อง และยิ่งเสียเปรียบทางกฎหมาย การมี ทนายความที่ปรึกษาที่สามารถดูแลคดีความได้ตั้งแต่ต้น จะทำให้การรวบรวมหลักฐาน การเจรจา และการดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสได้รับค่าเสียหายที่เหมาะสม

หากคุณประสบปัญหาจากการทำหน้าแล้วเสียหาย ปรึกษาทนายความเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ทันที

การ ทำหน้า เพื่อเสริมความงามไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากเกิดความผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้อาจกลายเป็นปัญหาชีวิตทั้งทางกายและใจ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยประสบเหตุการณ์ทำศัลยกรรมแล้วเสียหาย ไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ อย่าปล่อยให้ความทุกข์นี้อยู่กับคุณเพียงลำพัง คุณสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้

และหากคุณไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นดำเนินการอย่างไร การมีทนายความคอยให้คำปรึกษาจะช่วยให้การเรียกร้องค่าเสียหายเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเพิ่มโอกาสในการได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

เพราะการทำหน้าที่ผิดพลาดไม่ควรเป็นแค่ความโชคร้าย แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงสิทธิที่คุณสมควรได้รับ คลิก >>ติดต่อเรา<< เพื่อปรึกษาทนายความ

เมื่อบริษัทประกันใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมฯ ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องให้?

หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยจำนวนมากนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย คือการอ้าง ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะขับขี่จริง ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยมานักต่อนักแล้ว

ณ จุดนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายหลายคนอาจเกิดความสับสนว่า หากตรวจวัดผลแอลกอฮอล์แล้วไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมบริษัทประกันภัยถึงปฏิเสธความรับผิดต่อผู้เสียหาย? และเหตุใดจึงต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เข้าดำเนินการให้ดีกว่าไปเดินเรื่องเอง บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจพร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ชมกัน

กรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

เคสนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากอุบัติเหตุอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องกังวล หากแต่การถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังจากบริษัทประกันภัยนั้นสามารถกลายเป็นภาระใหญ่ที่ตามมาได้ โดยผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย แต่ไม่ได้ดื่มเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดขณะเกิดเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผ่านการเป่าลมหายใจ และผลตรวจยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในขณะขับขี่

บริษัทประกันภัย “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างของเวลา?

แม้ผลตรวจจะไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดอย่างที่กล่าวไป ซึ่งในเงื่อนไขกรมธรรม์หรือกฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่า “ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด” หากอยู่ในปริมาณขอบเขตที่กำหนด แต่บริษัทประกันภัยกลับยืนยันปฏิเสธความรับผิดและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ บริษัทฯ อ้างว่าขณะเกิดเหตุผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้ และยึดหลักการคำนวณโดยไม่แม้แต่จะคำนึงถึงการอ้างอิงหลักการทางการแพทย์ หรือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ มาประเมินย้อนหลัง จึงถือว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ และไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจให้ทนายความเข้ามา “เปลี่ยนเกม”

เมื่อผู้เสียหายถูกปฏิเสธสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นตัวแทนดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย โดยเราเริ่มจากการส่งหนังสือทวงถาม (Notice) ไปยังบริษัทประกันภัย แต่ก็ยังคงได้รับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ด้วยเหตุผลเดิมที่ไร้หลักการทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้

เราจึงยกระดับกระบวนการ โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบจาก คปภ. กลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะหน่วยงานระบุว่า “ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อพิพาท” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ศาลจึงคือที่พึ่งสุดท้าย และชัยชนะของความถูกต้อง

หลังจากหน่วยงานที่หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ก็กลับไร้ความสามารถต่อผู้เสียหายในกระบวนการไกล่เกลี่ย เราจึงนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทันที เมื่อถึงขั้นตอนการสืบพยาน ศาลได้รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จนท้ายที่สุดมีคำพิพากษาว่า บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยระบุว่า การคำนวณ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่บริษัทอ้างอิงนั้น ไม่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

ทำไมเทคนิค “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ถึงเป็นกับดัก?

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เทคนิคการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งนำมาใช้กันเป็น “ระบบ” และจากประสบการณ์ของทีมทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพบว่าบริษัทประกันภัยแทบทุกแห่งในตลาด ต่างเคยใช้เทคนิคนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดกันมานักต่อนัก

แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่รองรับ แต่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือไม่ได้มีทนายความที่รู้ทันเทคนิคการเอาเปรียบของบริษัทประกันภัยก็มักจะ “ยอมจำนน” และสูญเสียสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเสียรู้บริษัทประกันภัยนั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย บริษัทไหนใช้เทคนิคนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทใดกันแน่ที่ใช้วิธีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม? คำตอบที่เราสามารถยืนยันได้คือ บริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดมีการใช้เทคนิคนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายผู้เสียหายไม่มีทนายความที่รู้ทันกลยุทธ์นี้มาดำเนินเรื่อง เพราะถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเอง แม้จะเป็นการผลักภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันก็ตาม

กรณีนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อไม่มีทนายความเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยอาจหมดทางเลือก และถูกลากไปจนยอมให้บริษัทประกันเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและคำตอบเองโดยไม่มีการถ่วงดุลเลย

รู้เท่าทันประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อไม่เสียเปรียบ

หากผู้เสียหายในกรณีนี้ ไม่มีทนายความคอยเดินเรื่องหรือต่อสู้ทางกฎหมายอย่างรู้ทันประกันภัย ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในทางที่เป็นธรรม แม้จะมีความจริงอยู่ฝ่ายตนก็ตาม ดังนั้น การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อ “คุ้มครองสิทธิ” ที่คุณควรได้รับด้วย อย่ายอมให้กลยุทธ์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีความรู้หรือขาดทนายความในการให้ความรู้และเดินเรื่องให้

ปรึกษาทนายความทันที หากคุณตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยในการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วที่สำคัญเลยคือการทำประกันภัยรถยนต์ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของความสบายใจ แต่ควรมาพร้อมกับการ รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะกรณีการอ้าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกรณีคล้ายกัน หรือกำลังเผชิญการถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอช้าในการปรึกษาทนายความ เพราะทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัยโดยตรง พร้อมให้บริการทางกฎหมายให้คุณได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ควรได้ หากต้องการปรึกษาคดีเกี่ยวกับการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คลิก ติดต่อเรา เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

อุบัติเหตุรถชน แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก เรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างไร? รู้สิทธิ์ก่อนถูกประกันเอาเปรียบ

อุบัติเหตุรถชน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ก็ล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ขี่รถจักรยานยนต์ที่มักได้รับบาดเจ็บรุนแรง เพราะไม่มีโครงสร้างรถช่วยป้องกันความเสียหายต่อร่างกายโดยตรง หลายกรณีผู้บาดเจ็บต้องเผชิญกับกระดูกหัก  แขนหัก ขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดกระดูกให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามเดิม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการพักฟื้นมีราคาสูง

แม้หลายคนจะคิดว่า ประกันภัยรถยนต์ ของคู่กรณีจะดูแลทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง มักพบว่าความคุ้มครองของประกันภัยมักไม่ครอบคลุมค่าเสียหายจริงทั้งหมด หลายครั้งประกันเสนอจ่ายเพียงบางส่วน ทำให้ผู้บาดเจ็บเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เรื่องจริงที่เกิดขึ้น : โดนรถชนจนแขนหัก ขาหัก ใส่เหล็กประกันปัดความรับผิด แต่ได้เงินชดเชยเพิ่มหลังมีทนาย

หนึ่งในคดีตัวอย่างที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เคยดูแล ผู้เสียหาย ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านตามปกติ แต่ถูกคู่กรณีขับรถยนต์ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจนเกิดอุบัติเหตุอย่างแรง ส่งผลให้ผู้เสียหายกระดูกแขนและขาหักหลายจุด ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กและนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 2 เดือน หลังจากออกจากโรงพยาบาลยังต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติในทันที

ในช่วงแรกบริษัทประกันภัยของคู่กรณีชดเชยเพียงค่าเสียหาย ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยอ้าง วงเงินจำกัดตามประกันภาคสมัครใจและ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมกันแล้วไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ผู้เสียหายพยายามเจรจาด้วยตนเองแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายจึงตัดสินใจมาปรึกษาทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทีมทนายตรวจสอบเอกสาร รวบรวมหลักฐานทางการแพทย์ ใบรับรองแพทย์ รายการค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และจัดทำคำฟ้องเพื่อเรียก ค่าสินไหมทดแทน เพิ่มเติม กระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้คู่กรณีและบริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ตามที่เรียกร้อง เป็นเงินกว่า 560,998 บาท ซึ่งถือว่าผู้บาดเจ็บได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย

ผู้บาดเจ็บมีสิทธิ์อะไรบ้าง? อย่ารับเงินก้อนเดียวแล้วจบ!

หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าได้รับเงินจากประกันภัยแล้ว เรื่องจะจบได้เลย แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าความเสียหายจริงมากกว่าวงเงินคุ้มครอง ประกันหรือคู่กรณียังมีหน้าที่ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติม  ผู้บาดเจ็บจึงมีสิทธิ์เรียกค่าสินไหมทดแทนได้หลายส่วน ได้แก่

✔️ ค่ารักษาพยาบาลตามจริง ไม่ใช่แค่ตอนเกิดเหตุ แต่รวมถึงค่ากายภาพบำบัดและค่าผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคตด้วย
✔️ ค่าขาดรายได้ หากผู้บาดเจ็บต้องหยุดงานนาน รายได้หายไปก็สามารถเรียกคืนได้
✔️ ค่าเสียหายทางกายและจิตใจ เช่น ความพิการ การสูญเสียความสามารถในการทำงาน หรือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
✔️ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่าเลี้ยงดูผู้ป่วยระหว่างพักฟื้น

หลักฐานสำคัญ อย่าให้ขาด

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียกค่าสินไหมทดแทนใน คดีประกันภัย คือ หลักฐาน ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานให้ละเอียดที่สุด เช่น

 ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล, ฟิล์มเอกซเรย์, ผลการตรวจจากแพทย์
ภาพถ่ายรอยแผล ความเสียหาย หรือภาพในที่เกิดเหตุ
เอกสารแสดงรายได้เดิม เพื่อพิสูจน์ค่าขาดรายได้
หลักฐานการติดต่อกับบริษัทประกันหรือคู่กรณี

เมื่อมีหลักฐานพร้อม จะช่วยให้ทนายความสามารถจัดทำคำร้องหรือฟ้องร้องได้มีน้ำหนักมากขึ้น มีโอกาสชนะคดีและได้รับเงินตามที่ควรได้จริง

ทำไมควรปรึกษาทนาย?

ในคดีลักษณะนี้ หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล หลายครั้งผู้บาดเจ็บจะตกลงยอมรับยอดที่บริษัทประกันเสนอเพียงเพราะคิดว่า “คงได้เท่านี้” แต่ในความจริง การเรียกค่าสินไหมทดแทนต้องใช้ความเข้าใจกฎหมายและกลยุทธ์การเจรจา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญด้าน คดีประกันภัย และคดีละเมิดโดยเฉพาะ เราสามารถวางแผน รวบรวมหลักฐาน เจรจา หรือแม้แต่ฟ้องคดีในศาลเพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามสิทธิ์จริง ไม่ถูกเอาเปรียบหรือจ่ายน้อยเกินไป

อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายได้ทันที

หลายครั้งผู้ประสบเหตุยอมแพ้เพราะกลัวความยุ่งยาก กลัวมีค่าใช้จ่ายสูง หรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่เชื่อเถอะว่า หากท่านเจอกรณีแบบนี้หรือกำลังถูกเอาเปรียบ เช่น  แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก  จนสูญเสียรายได้และต้องมีค่ารักษายาวนาน การเรียกค่าสินไหมทดแทนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะแบ่งเบาภาระทางการเงินและคืนความเป็นธรรมให้กับชีวิตได้มากกว่าที่คิด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจหลักฐาน เจรจาประนีประนอม ไปจนถึงดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้ท่านได้รับสิทธิ์ที่พึงมีตามกฎหมาย

หากท่านหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือเพียงเพราะขาดข้อมูล
☎️ >> ติดต่อ << สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที เรายินดีดูแลทุกกรณี