อุทาหรณ์ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เมื่อบริษัทประกันภัยโยนความผิดให้ผู้บริโภค ใครควรรับผิดชอบกันแน่? 

หากติดตามเนื้อหากฎหมายจากเว็บไซต์สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่เป็นประจำ จะพบว่าเรื่อง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก หลายกรณีสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด หรือโยนภาระให้ผู้เสียหาย ทั้งที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและกระบวนการซ่อมที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถควบคุมได้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคจำนวนมาก “ไม่รู้สิทธิของตนเอง” จนนำไปสู่การยอมรับความเสียหายโดยไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม บทความนี้จะพาไปดูอีกหนึ่งอุทาหรณ์จริงที่สะท้อนชัดว่า ทำไมเมื่อเกิดความวินาศภัย การมีทนายความตั้งแต่ต้นจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าเสียหายที่ผู้ใช้รถมีสิทธิเรียกร้อง เมื่อไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติจากเหตุที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของตนเอง เช่น รถถูกรถคันอื่นชนจนต้องเข้าซ่อมเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้รถไปทำงาน ประกอบอาชีพ หรือดำเนินชีวิตประจำวันได้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถถือเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้เช่ารถมาใช้แทนก็ตาม ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่า รถคันดังกล่าวถูกใช้งานเป็นปกติ และการขาดการใช้รถก่อให้เกิดความเสียหายจริง แต่กระบวนการหรือเทคนิคในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถหรือค่าเสียหายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและกลยุทธ์ของทนายความแต่ละคน ซึ่งอาจสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้แตกต่างกันไป

รถซ่อมเกือบ 200 วัน ใครต้องรับผิด?

ในคดีตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหาค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างชัดเจน ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจนรถเกิดความวินาศภัย และต้องนำรถเข้าซ่อมเป็นระยะเวลานานเกือบ 200 วัน ซึ่งถือว่าเกินกว่าระยะเวลาปกติอย่างมาก

ด้วยระยะเวลาการซ่อมที่ยาวนาน ผู้เสียหายไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติ จึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นศาล กลับสะท้อนพฤติกรรมที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง

โยนบาปที่ 1: โทษผู้เอาประกันภัย “สมัครใจเอารถเข้าซ่อมเอง”

บริษัทประกันภัยให้การต่อสู้คดีโดยอ้างว่า

“โจทก์สมัครใจนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์ดังกล่าว ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่ามีคิวซ่อมนานหลายเดือน”

กล่าวคือ บริษัทพยายามโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยว่า เป็นผู้เลือกศูนย์ซ่อมเอง จึงต้องยอมรับผลของการซ่อมล่าช้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และต้องซ่อมรถภายใต้ระบบที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้ควบคุมการอนุมัติค่าใช้จ่าย

โยนบาปที่ 2: โยนต่อให้ศูนย์ซ่อม ทั้งที่บริษัทก็ล่าช้าเอง

หลังจากโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยยังโยนความรับผิดไปให้ศูนย์ซ่อม โดยอ้างว่า ศูนย์มีคิวซ่อมนาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทประกันภัยเองก็มีส่วนทำให้การซ่อมล่าช้า จากการอนุมัติซ่อมที่ไม่ทันเวลา

พฤติกรรมลักษณะนี้ทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในสภาพ “ไม่มีใครรับผิด” ทั้งที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับลูกค้าของบริษัทประกันภัยโดยตรง คำถามสำคัญคือ ในฐานะผู้รับประกันภัย บริษัทควรมีความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยเมื่อใด?

ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ? รู้ทันประกันภัยได้จาก YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า ควรเริ่มต้นเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างไร ต้องพูดกับบริษัทประกันภัยแบบไหน ใช้เอกสารอะไร หรือควรยอมรับคำอธิบายของประกันภัยมากน้อยแค่ไหน กรณีตัวอย่างจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้เสียหายเดินเรื่องเพียงลำพัง มักถูกปฏิเสธสิทธิ ถูกโยนความผิด หรือถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมาย จนสุดท้ายยอมถอดใจและยอมรับความเสียหายไปโดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง และบริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ เพียงเพราะอ้างว่าศูนย์ซ่อมคิวนาน หรือผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เลือกสถานที่ซ่อมเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิทธิไม่มี แต่อยู่ที่ผู้เสียหาย “ไม่รู้ว่าจะใช้สิทธิอย่างไรให้ถูกต้อง”

หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ ขอแนะนำให้ติดตาม YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ได้รวบรวมเนื้อหาอุทาหรณ์จริงเกี่ยวกับ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และปัญหาประกันภัยในรูปแบบเข้าใจง่าย พร้อมเทคนิคและแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว รู้สิทธิ รู้เทคนิค และรู้ทันประกันภัยตั้งแต่ก้าวแรก เพราะบางครั้ง แค่รู้มากกว่า ก็เป็นต่อได้มากกว่า

ทำไมต้องมีทนายตั้งแต่แรก เมื่อเกิดความวินาศภัย?

จากเคสที่ยกมาให้เป็นอุทาหรณ์ข้างต้นตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า การมีทนายความตั้งแต่เกิดเหตุมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทนายจะ

  • วางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่ต้น
  • รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถและระยะเวลาซ่อม
  • ประเมินค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างเหมาะสม
  • ป้องกันการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม

ต่างจากหลายกรณีที่ผู้เสียหายไปเดินเรื่องเองก่อน เมื่อไม่ได้รับเงินหรือถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ จึงค่อยมาหาทนาย ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสหรือเสียเปรียบทางคดีไปแล้ว

ปรึกษาทนายได้ทันที ดีกว่าเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้เงิน แล้วค่อยมาหาทนาย

อุทาหรณ์เรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กรณีรถซ่อมเกือบ 200 วัน เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายไม่ควรถูกปล่อยให้รับภาระจากความล่าช้าและความไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง เมื่อเกิดความวินาศภัย สิทธิของผู้เอาประกันภัยควรได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

หากคุณประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมนาน หรือถูกปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่ารอให้ความเสียหายลุกลาม คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีตั้งแต่นาทีแรก เพื่อวางแผนการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างถูกต้อง รอบคอบ และเป็นธรรมตั้งแต่ก้าวแรก ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

“ชนแล้วแยก” เรื่องเล็กที่คนมีประกันภัยต้องรู้ ก่อนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัทประกันไม่บอกคุณ

เมื่อพูดถึงประกันภัยรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2 หรือประกันชั้น 3 หลายคนอาจคิดว่าแค่ “มีประกัน” ก็เพียงพอแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุก็โทรหาบริษัทประกัน รอเจ้าหน้าที่มาเคลม แล้วทุกอย่างจะจบลงอย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริง เรื่องของประกันภัยมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้เอาประกันจำนวนมาก “ไม่เคยรู้” หรือ “ไม่เคยมีใครบอก” หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ซื้อประกันภัยรถยนต์ทุกคนควรมีติดรถไว้เสมอ คือเอกสารที่เรียกว่า เอกสารชนแล้วแยกเอกสารเพียง 1 แผ่นนี้ อาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องทะเลาะกับคู่กรณี และไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของปัญหาการเคลมประกันในภายหลัง
บทความนี้ทนายอาร์มขอแชร์ประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้รถทุกคนที่มีประกันภัยได้รู้เท่าทัน และไม่พลาดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประสบการณ์จริง! เมื่อทนายความยังเจอปัญหา “ชนแล้วแยก”

วันหนึ่งทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุถูกรถคู่กรณีชนท้าย รถได้รับความเสียหาย โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ และความเสียหายไม่ได้รุนแรงมาก

ในขณะนั้น ทั้งทนายอาร์มและคู่กรณีต่างก็รีบ จึงมีการพูดคุยกันอย่างสุภาพ โดยทนายอาร์มถามคู่กรณีตรง ๆ ว่า
“ทางคุณยอมรับผิดไหม?”

คู่กรณีกลับมีท่าทีงง ๆ ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง การชนท้ายเป็นความผิดของรถคันหลังอย่างชัดเจน แต่ด้วยความไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อ ทนายอาร์มจึงถามต่อว่า
“มีเอกสารชนแล้วแยกไหม?”

ซึ่งเอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารที่บริษัทประกันภัยออกให้ผู้เอาประกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงแลกเอกสาร “ชนแล้วแยก” กัน และแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุอย่างสุภาพ ไม่มีการโต้เถียงหรือมีปัญหาใด ๆ

ปัญหาเริ่มต้น เมื่อคู่กรณีโทรหาบริษัทประกันของตัวเอง

หลังจากแยกย้ายกันไป คู่กรณีของทนายอาร์มโทรแจ้งบริษัทประกันภัยของตนเอง โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า
“คู่กรณีรีบ จะแลกใบเคลมกัน”

สิ่งที่น่าตกใจคือ พนักงานบริษัทประกันภัยกลับตอบว่า
“ไม่ได้นะคะ ต้องรอเจ้าหน้าที่ของเราไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ”

ทนายอาร์มจึงติดต่อไปยังห้องรับแจ้งของบริษัทประกันภัยคู่กรณี และพยายามอธิบายอย่างสุภาพ พร้อมสอบถามชื่อ–นามสกุลของเจ้าหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

ทนายอาร์มจึงอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า
เอกสาร “ชนแล้วแยก” เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า

“เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โปรดกรอกเอกสารฉบับนี้ แลกกับคู่กรณีที่มีเอกสารแบบเดียวกัน และแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุ โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย”

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ
เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยกลับบอกว่า “ไม่รู้จักเอกสารชนแล้วแยก”

ทั้งที่เอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารที่ออกโดยบริษัทประกันภัยเอง!

เมื่อบริษัทประกันภัยไม่รู้จักเอกสารของตัวเอง

เหตุการณ์นี้ทำให้ทนายอาร์มถึงกับงงว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่พนักงานบริษัทประกันภัยจะไม่รู้จักเอกสารที่บริษัทตัวเองเป็นผู้ออก นี่คือปัญหาที่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากอาจเจอ แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร บางคนอาจยอมตามบริษัทประกันภัย เพราะคิดว่า “เขาน่าจะรู้ดีกว่าเรา” ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิใช้เอกสารชนแล้วแยกได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

บทเรียนสำคัญสำหรับคนมีประกันภัย

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่า
-แม้คุณจะซื้อประกันภัย
-แม้คุณจะทำทุกอย่างถูกต้อง
แต่หากคุณ “ไม่รู้สิทธิของตัวเอง” คุณก็อาจถูกปฏิเสธความรับผิด หรือถูกดึงเรื่องได้ง่าย ๆ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เอาประกันภัยไม่ควรพึ่งพาคำพูดของบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าใจเอกสารและเงื่อนไขของตนเองด้วย

หากเกิดอุบัติเหตุ ควรทำอย่างไรเมื่อมีเอกสาร “ชนแล้วแยก”?

1.อย่าตกใจ และอย่าใช้อารมณ์
อุบัติเหตุเป็นสิ่งไม่แน่นอน เกิดขึ้นได้กับทุกคน

2.ลงจากรถด้วยท่าทีสุภาพ ยิ้มแย้มกับคู่กรณี
ลดความตึงเครียด จะช่วยให้สถานการณ์ไม่บานปลาย

3.กรอกเอกสาร “ชนแล้วแยก” ให้ครบถ้วน และแลกกันทั้งสองฝ่าย
ไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่ หากเอกสารระบุชัดเจน

4.ถ่ายรูปความเสียหายและที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

5.เก็บเอกสารทุกอย่างไว้ให้ครบ

เมื่อบริษัทประกันภัยไม่เคลม หรือมีปัญหา ควรทำอย่างไร?

หากคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้

  • บริษัทประกันภัยไม่ยอมเคลม
  • เจ้าหน้าที่อ้างว่า “ทำไม่ได้” ทั้งที่มีเอกสารชัดเจน
  • ถูกปฏิเสธความรับผิดโดยไม่มีเหตุผล

อย่าปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ

คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันที โดยเฉพาะทนายที่มีประสบการณ์ด้านประกันภัย เพราะบริษัทประกันภัย “มีทนายความอยู่เบื้องหลังทุกเคส” ตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ

อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนาย มีประกันภัยแล้ว ต้องรู้สิทธิของตัวเองด้วย

ประกันภัยมีไว้เพื่อคุ้มครอง ไม่ใช่เพื่อสร้างปัญหาให้ผู้เอาประกัน
เอกสาร “ชนแล้วแยก” คือสิทธิของคุณ และการรู้จักใช้เอกสารนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยประหยัดทั้งเวลา เงิน และความเครียด หากคุณเจอปัญหาเกี่ยวกับประกันภัย รถชน เคลมไม่ได้ หรือถูกบริษัทประกันปฏิเสธความรับผิด
อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้คุณไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของระบบประกันภัยที่คุณจ่ายเงินซื้อมาเอง

อู่ซ่อมรถ บอกไม่เซ็นไม่ซ่อม แต่สุดท้ายก็ซ่อมได้ เพราะเจอคนจริงรู้ทันประกันภัย!

ผู้เสียหายต้องรู้สิทธิของตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อบริษัทประกันภัย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับ อู่ซ่อมรถ และกระบวนการเคลมประกันภัยกลายเป็นเรื่องที่เจ้าของรถหลายคนต้องเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ “อู่ซ่อมรถเรียกให้เจ้าของรถไปเซ็นเอกสารยินยอมว่าการซ่อมจะใช้เวลานานกว่า 15 วัน” และหากไม่ไปเซ็น อู่ซ่อมรถก็ปฏิเสธที่จะซ่อมให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเซ็นเอกสารใด ๆ หากสัญญาประกันภัยไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้เจ้าของรถต้องเดินทางไปเซ็นยอมรับ “ระยะเวลาซ่อม” ที่อู่ซ่อมรถกำหนด เพราะ การซื้อประกันภัยคือการซื้อ “บริการ” จากบริษัทประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว และควรได้รับความสะดวก ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม

ซื้อบริการ แต่ไม่ได้รับการบริการจากบริษัทประกันภัย เพราะอะไร?

เหตุผลส่วนใหญ่มีอยู่ 2 อย่าง

1. อู่ซ่อมรถต้องการป้องกันความรับผิดของตัวเอง
หากซ่อมช้า ก็อยากให้ผู้เอาประกันยอมรับไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียเวลาในภายหลัง

2. บริษัทประกันภัยบางแห่งผลักภาระไปให้ผู้เสียหายเอง
ทั้งที่จริงแล้ว การจัดหาอู่ซ่อมรถเป็น “หน้าที่ของบริษัทประกันภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของรถ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและยอมเซ็นเพราะกลัวว่ารถจะไม่ถูกซ่อม สุดท้ายจากที่เป็นผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นผู้เสียเปรียบแบบซ้ำซ้อน

รู้หรือไม่? คุณมีสิทธิ “ไม่ต้องเซ็น”

ตามหลักประกันภัยทั่วไป ถ้าในกรมธรรม์ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องเซ็น เจ้าของรถไม่ต้องเซ็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • เอกสารยินยอมเวลาซ่อม
  • เอกสารยินยอมอะไหล่เทียม
  • เอกสารยินยอมการส่งรถเข้าอู่

เพราะการที่เราชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้นหมายความว่า

 บริษัทประกันภัยต้องอำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ใช่สร้างภาระเพิ่มให้เรา

กรณีจริงจากทนายอาร์ม ไม่ได้เซ็นแม้แต่แผ่นเดียว แต่รถก็ซ่อมเสร็จ!

เคสล่าสุดของตัวทนายอาร์มเอง คือ รถยนต์ของทนายอาร์มที่ขับโดยพนักงานในบริษัทได้ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ และได้นำรถเข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยอู่ซ่อมรถแจ้งว่า
“ถ้าเจ้าของรถหรือตัวทนายอาร์มเองไม่เข้าไปเซ็นรับทราบว่าจะใช้เวลาซ่อมนานกว่า 15 วัน และจะมีการซ่อมโดยใช้อะไหล่แท้รวมอะไหล่เทียมด้วย อู่จะไม่ซ่อมรถให้”

หากผู้เสียหายท่านอื่นเจอแบบนี้ ก็คงจะรีบเข้าไปเซ็นเพราะกลัวว่าอู่ซ่อมรถจะไม่ยอมซ่อมรถให้ แต่ความจริงที่ทนายอาร์มอยากจะย้ำเตือนผู้บริโภคไว้ก็คือ ในสัญญาประกันภัยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องมาเซ็นแบบนี้ บริษัทประกันภัยหรืออู่ซ่อมรถก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้เสียหายทำสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกรมธรรม์  และสุดท้ายเคสนี้ก็เพราะเป็นตัวทนายอารามเองที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีการไปเซ็นหรือติดต่ออู่ซ่อมรถแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอย่างไรอู่ก็มีหน้าที่ต้องจัดซ่อมรถให้แล้วเสร็จคืนสู่สภาพเดิม โดยที่ไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งนั้น  แต่สุดท้ายอู่ซ่อมก็โทรมาให้ทนายอาร์มเข้าไปเอารถได้ เพราะรถซ่อมเสร็จแล้ว และรถก็ได้ซ่อมแล้วเสร็จจริงแบบเสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่สำคัญในกรณีนี้ คือ ทนายอาร์มไม่ได้เซ็นเอกสารให้อู่ซ่อมรถเลยแม้แต่ใบเดียว แต่อู่ก็ซ่อมจนแล้วเสร็จได้ แล้วจะมาให้เซ็นรับทราบหรือยินยอมทำไมแต่แรก กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า หากผู้เสียหายไม่รู้สิทธิของตัวเองแล้วทำตามทุกอย่างที่อู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัยบอก อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ทำไมผู้เสียหายจึงมักเสียเปรียบบริษัทประกันภัย?

เพราะ…บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะชน แต่ผู้เสียหายไม่มีใครเลย

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย คอยหาช่องทางลดความรับผิดชอบให้มากที่สุด
ส่วนผู้เสียหายที่ไม่รู้กฎหมายก็ถูกชักจูง ถูกกดดัน หรือถูกบอกข้อมูลไม่ครบถ้วนจนต้องเซ็นในสิ่งที่ไม่ควรเซ็น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” คือ
– รถเสียหาย
– เสียเวลา
– เสียค่าใช้จ่าย
– และยังเสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่บริษัทประกันภัย “ปฏิเสธความรับผิด” ได้อย่างง่ายดาย

หลังรถชนให้ปรึกษาทนายทันที
เพื่อให้ทนายประเมินสิทธิ ค่าเสียหาย และขั้นตอนที่ถูกต้อง
เพราะแค่พลาดบางขั้นตอน ก็อาจถูกบริษัทประกันภัยใช้เป็นเหตุปฏิเสธได้

อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ กับอู่ซ่อมรถ หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิทธิของตัวเอง
โดยเฉพาะเอกสารที่แปลก ๆ หรือไม่เคยแจ้งไว้ในกรมธรรม์

ให้ทนายเป็นคนสื่อสารแทน
ลดความเสี่ยงถูกกดดัน ถูกชักจูง หรือถูกพูดให้เข้าใจผิด

บทสรุปสำคัญที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะ…

ไม่มีใครควรเสียเปรียบ เพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย

1) อู่ซ่อมรถไม่มีสิทธิ “บังคับให้เซ็น”

ถ้าไม่อยู่ในกรมธรรม์ คุณไม่ต้องเซ็นแม้แต่แผ่นเดียว

2) บริษัทประกันภัยต้องบริการ ไม่ใช่สร้างภาระ

การหาอู่ซ่อมรถเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัย

3) การไม่รู้สิทธิ = เสียเปรียบ

ผู้เสียหายมักเสียรู้ เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

4) หากไปเดินเรื่องเอง อาจทำให้ยิ่งเสียปรียบได้

หากเดินเรื่องโดยที่ไม่รู้กระบวนการอาจมีโอกาสได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่ควรจะได้ หรือไม่ได้อะไรเลย

5) มีทนายตั้งแต่แรก = ลดโอกาสถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน

เพราะทุกจุดมีผลต่อสิทธิทางกฎหมายของคุณ

หากคุณกำลังมีปัญหากับอู่ซ่อมรถหรือถูกบริษัทประกันภัยให้เซ็นเอกสารบางอย่างโดยที่ไม่แน่ใจอย่ารอให้ประกันภัยปฏิเสธก่อน หรือไปเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้ค่าเสียหาย แล้วค่อยมาหาทนายเพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้ว สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการทางกฎหมายกับผู้เสียหายทุกคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของระบบบริษัทประกันภัย เพราะไม่มีใครควรเสียเปรียบเพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายวันนี้คลิก ติดต่อเรา หรือ โทร 062-195-1661

เตือนภัยผู้บริโภคคดีรถชน! เมื่อบริษัทประกันภัยหัวหมอยิ่งกว่าที่คิด ปฏิเสธจัดซ่อมรถ อ้างผู้เสียหาย “จัดฉากชน”

ในยุคที่จำนวนคดีรถชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบริษัทประกันภัยจะเข้ามาดูแล ซ่อมแซม และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายเคสที่บริษัทประกันภัยใช้ “กลยุทธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะปฏิเสธการซ่อม อ้างว่าเอกสารไม่ครบ หรือตีความว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเอง

หนึ่งในนั้นคือเคสของ “คุณป้า” รายหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้ผู้บริโภคทุกคนต้องรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองในคดีรถชน

เมื่อประกันภัยนิ่งเฉย 2 เดือนเต็ม รถเสียหายแต่ไม่ยอมจัดซ่อม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คุณป้าถูกรถคู่กรณีชนจนรถได้รับความเสียหายหนัก แต่แทนที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะนำรถไปจัดซ่อมตามหน้าที่ กลับ “นิ่งเฉย” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการประเมินความเสียหาย และไม่มีการนำรถเข้าซ่อมแม้แต่น้อย

คุณป้าซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ไป “ร้องเรียน คปภ.” แต่เป็นที่รู้กันว่า คปภ. มักทำงานในลักษณะสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยการร้องเรียนอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

โชคดีที่คุณป้ายังไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก่อน

ทนายเข้าดูแลคดีรถชนทันที ส่งหนังสือให้บริษัทประกันภัยจัดซ่อมโดยเร่งด่วน

เมื่อทนายอาร์มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเคสนี้มีความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกเบี่ยงประเด็นหรือปัดความรับผิดชอบอย่างไม่ถูกต้อง ทนายจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องทันที โดยจัดทำหนังสือถึงบริษัทประกันภัยเพื่อให้

  • นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม
  • คืนสภาพรถให้เหมือนก่อนเกิดเหตุ
  • ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในเนื้อหาของหนังสือ “ไม่ได้มีการเรียกค่าซ่อมใด ๆ จากบริษัทประกันภัย” แต่เป็นการให้บริษัทนำรถไปซ่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตามกรมธรรม์

จากปฏิเสธการซ่อม กลับกลายเป็นบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ขอใบเสนอราคา ค่าซ่อม ค่าแรง ค่าอะไหล่เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

หลังจากบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมาย บริษัทตอบกลับมาในลักษณะที่เปลี่ยนท่าทีทันที โดยขอให้คุณป้าส่ง:

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม
  • รายละเอียดอู่ซ่อม
  • ค่าแรง
  • ค่าอะไหล่

เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่แท้จริงแล้ว…

นี่คือกลยุทธ์ขั้นต่อไปของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่พยายามโยนภาระให้ผู้เสียหายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ทำไมทนายจึงแนะนำว่า “ไม่ควรทำใบเสนอราคา”?

ทนายอาร์มให้ความเห็นว่า การทำใบเสนอราคาค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายถูกบริษัทกล่าวหาว่า:

  • ทำใบเสนอราคา “ปลอม”
  • ระบุอะไหล่ไม่ตรงรุ่น
  • ใส่ราคาอะไหล่สูงเกินจริง
  • บวกรายการเกินความจำเป็น

และอาจถูกบริษัทประกันภัยดำเนินคดีเพิ่ม โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายพยายามเอาเปรียบบริษัท

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่เคยรู้มาก่อน”

แท้จริงแล้ว… การหาอู่ซ่อมและทำใบเสนอราคา “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย”

ตามกฎหมายและหลักการจัดการคดีรถชน คือ

  • บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดซ่อมทั้งหมด
  • บริษัทต้องหาอู่ซ่อม
  • บริษัทต้องประเมินราคา
  • บริษัทต้องรับผิดชอบในการคืนสภาพรถ

ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำใบเสนอราคาแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยพยายามโยนภาระกลับมาให้ผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการทำผิดขั้นตอนและเป็นการบิดเบือนหน้าที่อย่างชัดเจน

บริษัทประกันภัยกลัวอะไร? กลัวซ่อมไม่จบ? กลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ…

  • หรือบริษัทกลัวว่าถ้าซ่อมแล้วต้องรับประกันงานซ่อม?
  • หรือกลัวว่าซ่อมไม่จบและต้องรับผิดชอบเพิ่ม?
  • หรือกลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ผู้เสียหายในระหว่างที่รถเข้าซ่อม?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้เสียหายไม่ควรถูกผลักภาระเหล่านี้

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ ผู้บริโภคต้องมีทนาย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายรอปฏิเสธคุณตั้งแต่ก่อนรถจะชน

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ:

บริษัทประกันภัยมีทีมทนายรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีรถชน

บริษัทมีเวลา พร้อมข้อมูล พร้อมกฎหมาย และพร้อมกลยุทธ์ในการลดความรับผิดชอบ
แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีความรู้ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีคดีรถชน ผู้บริโภคควรมีทนายเพื่อ:

  • ปกป้องสิทธิ
  • ป้องกันการถูกเอาเปรียบ
  • ทำให้บริษัทประกันภัยต้องทำตามหน้าที่
  • ลดความเสี่ยงที่จะถูกโยนภาระกลับมา

อย่าให้ประกันภัยเล่นกลกับสิทธิของคุณ

เคสของคุณป้าเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจ

  • ปฏิเสธการซ่อมรถ
  • กล่าวหาผู้เสียหายว่าจัดฉาก
  • ขอเอกสารที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค
  • พยายามบิดเบือนขั้นตอนเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงิน

ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชน, บริษัทประกันภัยไม่ยอมซ่อมรถ หรือกำลังถูกปัดความรับผิดชอบ

👉 ปรึกษาทนายอาร์ม – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันแรก หรือโทร 062-195-1661

เคสอุทาหรณ์! อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่พลิกวิกฤติทันเวลา ทำไม “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ถึงสำคัญ และทำไมต้องรีบปรึกษาทนาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนมักมองข้ามคือ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นค่าสินไหมที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับไม่เคยได้รับเงินส่วนนี้เลย เพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือปล่อยให้เวลาผ่านจนเกือบหมดอายุความ และนี่คือ เคสจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณ A ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน

อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่ยังไม่ได้รับแม้แต่คำตอบเดียวจากประกันภัย

คุณ A ประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว รถพังหนักและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งตามกฎหมายผู้เสียหายควรได้รับ

  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่ารถยก
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย
  • และที่สำคัญที่สุดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

แต่ผ่านไปเกือบ 2 ปี บริษัทประกันภัยกลับ ไม่เคยติดต่อกลับ ไม่เคยแจ้งผลดำเนินการ และไม่เคยจ่ายค่าสินไหมใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะอะไร?

คำตอบคือ…

บริษัทประกันภัยหัวหมอหวังไม่ต้องจ่ายสักบาท!

หากปล่อยให้ ขาดอายุความ บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว วันขาดอายุความตรงกับวันที่ 17 ซึ่งเป็น วันอาทิตย์ หมายความว่าเกือบจะไม่มีวันที่ทำเรื่องได้เลย หากคุณ A ไม่ตัดสินใจรีบหาทนาย ทุกอย่างจะจบสิ้น และไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้อีก

นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้รถจำนวนมากไม่รู้
และนี่คือสิ่งที่บริษัทประกัน “หวัง” ให้เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อบริษัทประกันภัยบอก “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อม”

บริษัทประกันภัยอ้างว่า “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อมในระบบ” แต่จริง ๆ แล้ว นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เอาประกัน แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัยโดยตรงที่ต้องจัดการให้รถของผู้เสียหายกลับมาใช้งานได้ตามปกติ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปัดความรับผิดชอบโดยข้ออ้างเช่นนี้ได้ แต่ก็มีผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้กฎหมาย จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

ออกหนังสือทวงถามภายในวันเดียว บริษัทประกันภัยยอมเสนอจ่ายทุกอย่าง!

ถ้าเป็นทนายคนอื่น อาจแนะนำให้รอ 3–7 วัน หรือบอกให้รอขั้นตอนตามระบบ

แต่การรอในเคสนี้เท่ากับคดีหมดอายุความ เท่ากับคุณ A ไม่ได้เงินสักบาท

ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจลงมือทันที

  • จัดทำหนังสือทวงถาม ส่งถึงบริษัทประกันภัยโดยด่วน
  • ระบุชัดว่า “ให้เสนอจ่ายค่าสินไหมภายในเวลา 15.00 น. ของวันนั้น

ผลลัพธ์ที่หลายคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้”… ก็เกิดขึ้นจริง

บริษัทประกันภัยตอบกลับ และยอมเสนอจ่ายทุกค่าเสียหายที่เรียกไป!

โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมเลย นั่นหมายความว่าจริง ๆ แล้ว “บริษัทประกันภัยสามารถทำได้” แต่เลือกที่จะไม่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี


บริษัทเสนอจ่ายครบทุกส่วน รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

หลังจากได้รับหนังสือทวงถาม บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้แบบ “จัดเต็ม” ครบทุกส่วน ได้แก่

  • ✔ ค่าซ่อมรถ
  • ✔ ค่ารถยก
  • ✔ ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (สิทธิสำคัญที่หลายคนไม่รู้)
  • ✔ ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยอดรวมเป็นเงิน “หลักแสนบาท”

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คดีขาดอายุความ และมีทนายดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิได้รับเพราะคุณไม่สามารถใช้รถได้ เช่น

  • ค่าเช่ารถในระหว่างซ่อม
  • ค่าเดินทางที่ต้องเสียเพิ่ม เช่น รถสาธารณะ
  • ค่าความเสียหายจากการไม่สามารถใช้รถทำงานหรือประกอบอาชีพได้

แม้คุณจะ ไม่ได้เช่ารถจริง ก็สามารถเรียกร้องได้ตามอัตรามาตรฐานที่ศาลใช้คำนวณ

แต่หลายคนไม่ได้รับเงินส่วนนี้เพราะ:

  • ไม่รู้ว่ามีสิทธิ
  • ไม่เคยทวงหรือไม่มีทนายทวงให้
  • ปล่อยให้คดีหมดอายุความ

เคสนี้คือบทเรียนใหญ่ อย่ารอจนเกือบหมดอายุความ

คุณ A ขับรถจากปราจีนบุรีมาหาทนายอาร์มด้วยตัวเอง และถือว่าเป็น “ความโชคดี” เพราะยังทันเวลาเพียง 3 วันก่อนหมดอายุความ

แต่ผู้เสียหายหลายคนไม่มีโอกาสเหมือนคุณ A

เพราะ…

  • คิดว่าประกันจะจัดการให้เอง
  • กลัวการปรึกษาทนาย
  • ไม่รู้ว่าใกล้ครบอายุความ
  • ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถทำอะไรได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะยังไม่ชน”

บริษัทประกันมีทีมทนายครบพร้อมตั้งแต่ Day 1 แต่ประชาชนทั่วไปมัก “ไม่มีที่ปรึกษา” จึงกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนทั่วไปควรทำแบบเดียวกัน คือ

ปรึกษาทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ

เพื่อ:

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • กันไม่ให้โดนปัดตก
  • รู้ว่าเรียกค่าอะไรได้บ้าง
  • และที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ

อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยมีหวัง ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันแรกเกิดอุบัติเหตุ

เคสของคุณ A จบด้วยความสำเร็จ ได้รับค่าชดเชยครบทุกบาททุกสตางค์ แต่สาเหตุที่ทำได้เพราะ “ยังทันเวลา” และตัดสินใจมาพบทนายก่อนหมดอายุความ 3 วันเท่านั้น หากคุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุ หรือรอคำตอบจากประกันมานานแล้ว หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

อย่าปล่อยทิ้งไว้อีกวันเดียว เพราะคดีหมดอายุความเท่ากับไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีเดียวที่จะปกป้องสิทธิ และทำให้คุณได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ อย่างครบถ้วนตามสิทธิที่ควรได้ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

ทนายอาร์มแชร์ประสบการณ์จริง ! เจอ “อู่ซ่อมรถ” ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาซ่อม ถ้าไม่เซ็น ก็ไม่ซ่อม!

“อู่ซ่อมรถ” เป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนต้องเกี่ยวข้องไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะมี “ประกันภัยรถยนต์” อยู่ในมือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับยังตกเป็นเหยื่อของอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว

ทนายอาร์ม ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อลูกจ้างเอารถของทนายอาร์มไปขับชนท้ายคู่กรณี สำหรับบทความนี้ทนายอาร์มก็ขอมาเตือนภัยและให้ความรู้กับประชาชน เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า หากคุณไม่รู้เท่าทันอู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัย หรือไม่มีทนายดูแลตั้งแต่ต้นหลังรถชน คุณอาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย ๆ

เหตุเกิดจาก “อู่ซ่อมรถ” โทรมา…ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาการซ่อม

หลังจากรถของทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุ และได้ส่งรถเข้าซ่อมที่อู่ในเครือของบริษัทประกันภัย วันหนึ่งอู่ซ่อมรถได้โทรมาหาทนายอาร์ม พร้อมแจ้งว่า “ต้องเซ็นยอมรับการซ่อมและการรออะไหล่ เพราะใช้เวลาเกิน 15 วัน หากไม่เซ็น…อู่จะไม่สามารถดำเนินการซ่อมต่อได้”

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่อู่ต้องการเอกสารยืนยันจากลูกค้า แต่สำหรับผู้ที่รู้กฎหมายดีอย่างทนายอาร์ม กลับพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้องตามระเบียบของคปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

คปภ. ระบุชัด “แจ้งให้ทราบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องเซ็น!

ตามระเบียบของคปภ. ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า “การแจ้งให้ทราบ” หมายถึง การแจ้งข้อมูลให้ผู้เอาประกันภัยทราบโดย ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อรับทราบ

การแจ้งให้ทราบสามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น

  • โทรศัพท์
  • อีเมล
  • ข้อความทางไลน์
  • จดหมาย หรือเอกสารประกอบการซ่อม

ซึ่ง “การแจ้งให้ทราบ” มีเจตนาเพื่อสื่อสารความคืบหน้าในการซ่อม ไม่ใช่เพื่อให้ผู้บริโภคต้อง “ยอมรับเงื่อนไข” ที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การรออะไหล่เกินกำหนด หรือการผสมอะไหล่แท้กับเทียม แต่ในกรณีนี้ อู่ซ่อมรถกลับนำคำว่า “แจ้งให้ทราบ” ไปใช้ผิดบริบท กลายเป็น “ต้องเซ็นยอมรับ” ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนความหมายของระเบียบ คปภ. และเป็นการสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

ปัญหาอะไหล่แท้ผสมเทียม คืออะไร?

นอกจากการบังคับให้เซ็นเอกสารแล้ว อู่ซ่อมรถยังแจ้งเพิ่มเติมว่า

“จะใช้อะไหล่แท้ผสมอะไหล่เทียมในการซ่อมให้”

ฟังดูเหมือนการประนีประนอม แต่ในทางกฎหมายและหลักจรรยาบรรณของอู่ซ่อมรถ
การซ่อมรถต้องคืนสภาพให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับสภาพก่อนเกิดเหตุให้มากที่สุด

ทนายอาร์มอธิบายว่า

“หลักการมันง่ายมาก ถ้ารถคุณเดิมใช้อะไหล่แท้ อู่ก็ต้องใช้ของแท้มาใส่
ถ้ารถคุณใช้อะไหล่เทียม ก็ใช้เทียม ไม่ใช่เอามาผสมกันมั่ว ๆ เพราะมันส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และมูลค่ารถในอนาคต”

ซึ่งในความเป็นจริง หากอู่ซ่อมรถต้องรออะไหล่แท้จากบริษัทผู้ผลิต ก็สามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบได้โดยไม่ต้องให้เซ็นยอมรับอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องไม่ปฏิเสธการซ่อมหรือเรียกร้องให้ลูกค้าทำในสิ่งที่ขัดต่อระเบียบ

สิ่งที่ควรทำเมื่อ “อู่ซ่อมรถ” ไม่ยอมซ่อม

ทนายอาร์มแนะนำว่า หากเจอสถานการณ์แบบนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ปรึกษาทนายความเพื่อวางรูปเรื่องให้จะดีกว่า เพราะคุณอาจเสียเปรียบจากความไม่รู้ได้ เพื่อให้ทนายความใช้เทคนิคในการติดต่อบริษัทประกันภัยโดยตรง เพื่อแจ้งว่า “อู่ซ่อมรถปฏิเสธการซ่อม เนื่องจากไม่ยอมเซ็นรับทราบการรออะไหล่เกิน 15 วัน” และที่ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ส่งอีเมล หรือแชทไลน์เพื่อเก็บหลักฐานไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ในกรณีเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

เข้าใจให้ถูก “แจ้งให้ทราบ” ไม่ใช่ “แจ้งให้เซ็น”

หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งทนายอาร์มได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

“คำว่า ‘แจ้งให้ทราบ’ ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการลงนามรับทราบ และไม่ได้หมายความว่าอู่จะพ้นจากความรับผิดในระยะเวลาการซ่อม การแจ้งให้ทราบมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคืบหน้า ไม่ใช่เพื่อให้ลูกค้ายอมรับเงื่อนไขล่าช้า” ดังนั้น หากอู่บอกว่า “ถ้าไม่เซ็น จะไม่ซ่อม”
ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมเซ็น และสามารถแจ้งเรื่องไปยังบริษัทประกันภัยได้ทันที

เหตุผลที่ “การมีทนาย” สำคัญตั้งแต่หลังรถชน

เหตุการณ์ของทนายอาร์มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้คุณจะเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย หรือเป็นผู้เอาประกันภัยที่ทำทุกอย่างถูกต้อง แต่หากไม่มีทนายหรือผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำตั้งแต่ต้นหลังเกิดอุบัติเหตุ คุณอาจเสียเปรียบได้ทุกเมื่อ เพราะทั้งอู่ซ่อมรถ และบริษัทประกันภัยอาจตีความระเบียบหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ตามมุมของตนเอง ซึ่งไม่เสมอไปว่าจะตรงกับสิทธิ์ของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง “หากไม่มีทนายตั้งแต่หลังรถชน ผู้บริโภคอาจถูกอู่หรือบริษัทประกันภัยเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว”

รู้ทันอู่ซ่อมรถ รู้ทันประกันภัย ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยแล้วเสียเปรียบ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการรู้กฎหมายและระเบียบ คปภ. คือเกราะป้องกันสำคัญของผู้บริโภค
อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ หากเจออู่หรือบริษัทประกันภัยที่พยายามกดดันให้เซ็นรับทราบในระยะเวลาในการจัดซ่อมรถหรือพยายามให้เซ็นในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจ สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที เพราะสุดท้ายแล้ว การมี “ทนายอยู่ข้างคุณ” คือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้ง “อู่ซ่อมรถ” และ “บริษัทประกันภัย” ปรึกษาทนายความ คลิก>>ติดต่อเรา<< หรือโทร 062-195-1661

“ค่าเสื่อมราคา” รถยนต์หลังอุบัติเหตุ ทำไมบริษัทประกันไม่จ่าย? และทำไมต้อง ให้ทนายเดินเรื่อง ถึงจะได้สิทธิ์คืน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนต้องเผชิญหลังจากความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน คือขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ค่าเสื่อมราคา” ของรถยนต์หลังซ่อม บริษัทประกันต้องจ่ายหรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง “บริษัทประกันภัยมักไม่จ่าย”และสุดท้าย ผู้เสียหายจำนวนมากต้องพึ่งทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์คืน เพราะเรื่อง “ค่าเสื่อมราคา” ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็เรียกได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายของทนาย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

 “ค่าเสื่อมราคา” คืออะไร?

“ค่าเสื่อมราคา” หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงจากสภาพเดิมหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมจนดูเหมือนใหม่ แต่ในตลาดรถยนต์มือสอง รถที่เคยชนจะขายได้ราคาต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดเหตุ เช่น รถยนต์ของคุณมีมูลค่าก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 1,000,000 บาท
หลังอุบัติเหตุ บริษัทประกันซ่อมให้จนใช้งานได้เหมือนเดิม แต่เมื่อขายต่อกลับได้เพียง 900,000 บาท
ส่วนต่าง 100,000 บาทนี้ คือ “ค่าเสื่อมราคา”

มูลค่านี้ถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ก่อเหตุหรือบริษัทประกันภัยได้

วิธีคิด “ค่าเสื่อมราคารถ” ไม่มีใครอยากซื้อรถที่ถูกชนแล้ว

เวลารถเกิดอุบัติเหตุ แม้ซ่อมจนใช้งานได้ แต่สภาพรถจะไม่เหมือนเดิม ทำให้มูลค่ารถลดลง ตรงนี้เองที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” หรือ “ค่าขาดราคาของรถ” ซึ่งผู้เสียหายสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้

ทนายอาร์ม อธิบายว่า วิธีการประเมินค่าเสื่อมราคารถที่มักใช้กันจริง ๆ มีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ

วิธีที่ 1  – อิงจากเหตุการณ์จริงของผู้ขาย

ผู้เสียหายรายหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายรถมือสอง ขณะขับรถไปเสนอขายให้ลูกค้าเกิดอุบัติเหตุ รถถูกชนจนลูกค้าปฏิเสธซื้อทันที เพราะ “ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชน”
จากเดิมรถราคาประมาณ 500,000 บาท ลูกค้าบอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อได้แค่ 100,000 บาท เท่านั้น
ส่วนต่าง 400,000 บาทนี้คือ “ค่าเสื่อมราคา” จากอุบัติเหตุ

วิธีที่ 2 – สอบถามเต็นท์รถ

ในบางกรณี ผู้เสียหายอาจไปสอบถามเต็นท์รถมือสองเพื่อประเมินราคา
เช่น เต็นท์แจ้งว่ารถรุ่นนี้ปกติขาย 500,000 บาท แต่ถ้าเคยชน จะรับซื้อเพียง 200,000 บาท
ส่วนต่าง 300,000 บาท ก็ถือเป็นค่าเสื่อมราคาได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 – ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือช่างผู้ชำนาญ

หากไม่มีการซื้อขายจริง สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างรถยนต์ หรือช่างผู้มีใบอนุญาต ประเมินมูลค่าหลังซ่อมโดยเทียบกับราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกัน วิธีนี้ถือว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทางเทคนิค

ประเด็นสำคัญจากทนายอาร์ม

  • การเรียก “ค่าเสื่อมราคา” เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพราะรถที่ชนแล้วไม่อาจขายได้ราคาเดิม
  • บริษัทประกันภัยไม่ควรแนะนำให้ผู้เสียหายโกหกเต็นท์รถว่ารถไม่เคยชน เพื่อให้ขายได้ราคาเดิม เพราะถือเป็นการทำผิดจริยธรรม
  • ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชนหนัก และราคาขายต่อย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวได้ว่า “ค่าเสื่อมราคารถ” คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้รถจะซ่อมจนดูดี แต่ในตลาดรถมือสองมูลค่าก็ลดลง การเรียกร้องส่วนต่างนี้จึงเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยชอบตามกฎหมาย

ทำไมบริษัทประกันภัยมัก “ไม่ยอมจ่ายค่าเสื่อมราคา”?

ถึงแม้จะเป็นมูลค่าความเสียหายจริง แต่บริษัทประกันภัยมักอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธ เช่น

1.รถซ่อมแล้วกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

2.ไม่มีหลักฐานราคาตลาดรองรับ

3.สัญญาประกันภัยไม่ครอบคลุมค่าเสื่อมราคา

แต่ในทางกฎหมาย ความเสียหายจากค่าเสื่อมราคาไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในกรมธรรม์
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามูลค่ารถลดลงจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันหรือคู่กรณีต้องชดใช้ตามหลัก มูลละเมิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420)

ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย?

แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิ์เรียกร้องได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกค่าเสื่อมราคาต้องใช้หลักฐานที่ซับซ้อน เช่น

  • ใบประเมินราคาก่อนและหลังซ่อม
  • พยานผู้เชี่ยวชาญ
  • ใบเสร็จและเอกสารการซ่อม
  • ภาพถ่ายสภาพรถ

ซึ่งทนายความจะเข้ามาดำเนินการในส่วนสำคัญคือ
✅ การประเมินมูลค่าความเสียหายจริง
✅ การรวบรวมหลักฐานและจัดทำเอกสารที่ศาลรับฟังได้
✅ การอ้างคำพิพากษาเดิมที่ศาลเคยตัดสินให้ “จ่ายค่าเสื่อมราคา” เพื่อสร้างน้ำหนักทางคดี

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าบริษัทประกันมี “ทีมทนาย” ตั้งแต่ก่อนรถจะชน ประชาชนก็มีสิทธิ์ “มีทนายของตัวเองตั้งแต่รถชน” เช่นกัน

 “ค่าเสื่อมราคา” เรียกได้จริง แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้วิธีเรียกหรือไม่?

“ค่าเสื่อมราคา” คือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือของแถมจากบริษัทประกัน แต่เพราะผู้เสียหายจำนวนมากขาดความรู้และไม่รู้วิธีพิสูจน์ ทำให้สิทธิ์นี้ “หายไปโดยไม่รู้ตัว” หากคุณกำลังถูกบริษัทประกันปฏิเสธค่าเสื่อมราคา อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเสียเปรียบบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายทันทีเพื่อให้บริการทางกฎหมายเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดย ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยรถยนต์ พร้อมเดินเรียกเรียกร้องค่าเสียหายให้คุณในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคา ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ โทร 062-195-1661

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

รถชนเรียกค่าเสียหาย ทำไมไปร้อง คปภ. เอง แล้วถึงไม่มีผล?

รู้ทันบริษัทประกันภัย และรู้เท่าทันกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนจะเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนคิดว่าแค่มีประกันภัยก็คงพอแล้ว แต่ในความจริง การ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณต้องเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นปะทะกันระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยอย่างไม่รู้จบ และในหลายๆ เคส การเดินเรื่องด้วยตัวเอง แม้แต่การไปร้องเรียนที่ คปภ. ก็อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี หากคุณไม่มีความรู้หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ

ตัวอย่างเคสจริง: คุณ A เดินเรื่องเอง แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบ

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนคือ เคสของ คุณ A ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 รถของคุณ A ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องส่งซ่อมนานถึง 240 วัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ บริษัทประกันภัยกลับเสนอให้เพียงแค่ 60 วัน ๆ ละ 500 บาท เท่านั้น รวมเป็นเงินเพียง 30,000 บาท

เมื่อคุณ A เห็นว่าตัวเลขที่ได้รับไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจไปร้องเรียนกับ คปภ. ด้วยตัวเอง หวังว่าหน่วยงานกลางจะช่วยเจรจาเพื่อความยุติธรรม แต่ผลที่ได้คือ คปภ.นัดไกล่เกลี่ยและบริษัทประกันภัยก็เพียง “เพิ่มให้เป็น 70 วัน” เท่านั้น ยอดรวมเป็น 35,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากความเสียหายจริง

ไกล่เกลี่ย…หรือถูกเกลี้ยกล่อม?

หลังจากที่คุณ A เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อขอคำปรึกษาจาก ทนายอาร์ม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยเฉพาะ แต่ทว่าก็พบว่า… ช้าไปแล้ว เพราะการที่คุณ A ไปร้องเอง และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัทประกันภัยก่อน โดยไม่มีทนายหรือผู้รู้กฎหมายอยู่ด้วย ทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทนายอาร์ม อธิบายว่า

“การไกล่เกลี่ย ถ้าไม่มีความรู้ = ไปถูกเกลี้ยกล่อม”
เพราะบริษัทประกันภัยมีความพร้อมด้านกฎหมาย ทีมเจรจา และกลยุทธ์เชิงจิตวิทยา พอผู้เสียหายไม่มีความรู้ ก็อาจหลงเชื่อหรือยอมตกลงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสียสิทธิ์ไปแล้ว

รู้หรือไม่? ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ “เรียกได้มากกว่าวันละ 500 บาท!”

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เรียกได้เพียงวันละ 300–500 บาท แต่ในความเป็นจริง หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่าการไม่ได้ใช้รถทำให้สูญเสียรายได้ เช่น ใช้รถทำธุรกิจ ส่งของ หรือมีความจำเป็นใช้รถจริงๆ ก็สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ได้มากกว่านั้น และอาจมากถึงวันละ 800–1,500 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบแต่สิ่งที่สำคัญคือ…
คุณต้องมีความรู้ และต้องรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย
เพราะบริษัทมักเสนอจ่ายต่ำ ๆ ก่อน หากคุณไม่ท้วง ไม่ขอเจรจา หรือไม่มีผู้ช่วยที่เข้าใจสิทธิของคุณ เงินที่ควรได้รับก็อาจหลุดลอยไป

คำแนะนำจากทนายอาร์ม: อย่าไปร้อง คปภ. เอง ถ้าไม่มั่นใจ

หลายคนคิดว่า คปภ. คือที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีใช่ แต่ในทางปฏิบัติ หากคุณเข้าไปโดยไม่มีแผน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง คุณอาจเจอสิ่งที่เรียกว่า “ไกล่เกลี่ยแบบลดสิทธิ” เพราะบริษัทประกันภัยมักใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เจรจาให้จ่ายน้อยลง โดยหวังว่าผู้เสียหายจะ “ยอมรับ” ข้อเสนอเพื่อให้เรื่องจบเร็ว

ดังนั้น ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า

“หากจะไป คปภ. ควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้น หรืออย่างน้อยก็ขอคำปรึกษาก่อน”

เพราะหากคุณเสียเปรียบในชั้น คปภ. แล้ว จะย้อนกลับมาแก้ไขในภายหลังได้ยากมาก หรืออาจเสียสิทธิ์โดยสมบูรณ์

อย่าเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น! ดูคลิปเทคนิคเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทนายอาร์มก่อน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกตีราคาชีวิตหรือทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะทุกสิทธิของคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างถูกต้อง หากคุณรู้วิธี

ติดตามคลิปเทคนิคดี ๆ จากทนายอาร์ม
สอนวิธีเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างละเอียด ทั้งหลักฐาน วิธีเจรจา และกลยุทธ์ป้องกันการเสียเปรียบ
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.1

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.2

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.3

รถชนเรียกค่าเสียหาย อย่าประมาทเรื่องความรู้

  • บริษัทประกันภัยมักมีทีมเจรจาและกลยุทธ์
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกได้มากกว่าที่คิด
  • การไปร้อง คปภ. เอง หากไม่มีข้อมูล อาจกลายเป็นการเสียสิทธิ
  • ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

อย่ารอให้รถชนแล้วเสียสิทธิแบบคุณ A
เพราะการรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย คืออาวุธที่ดีที่สุดของผู้เสียหาย

อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความเตรียมพร้อมตั้งแต่รถยังไม่ชน พร้อมใช้ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อลดภาระความรับผิดของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้น ผู้เสียหายอย่างเราก็มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเองเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเจรจาแบบเอาเปรียบ เพราะ “เดินเรื่องเอง = เสียเปรียบ” อย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

จากความเชื่อใจ สู่ความผิดหวัง เมื่อประกันเอาเปรียบลูกค้าตัวเอง 

การมีประกันภัยที่ดีควรให้ความคุ้มครองครบถ้วนและตรงไปตรงมา แต่น่าเสียดายที่หลายครั้งผู้เสียหายที่ทำประกันกลับต้องเผชิญกับภาระเพิ่มจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม โดยเฉพาะเมื่ออุบัติเหตุเกิดกับรถยนต์ไฟฟ้า ที่ทั้งค่าซ่อมแพงและใช้เวลานานหลายเดือน ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไร และเราจะสามารถปกป้องสิทธิ์ของเราได้อย่างไร? มาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน

เคสตัวอย่าง : ขาดประโยชน์จากการใช้รถ แต่การจ่ายค่าชดเชยแตกต่างอย่างชัดเจน

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความเสียหายหนัก มีมูลค่าการซ่อมสูงถึงหลักแสนบาท ทำให้ต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานกว่า 90 วัน เป็นระยะเวลาที่ผู้เสียหายต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ไป ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างรุนแรง

สิ่งที่ทำให้ผู้เสียหายเสียความรู้สึกอย่างมากคือ การที่บริษัทประกันของตนเสนอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเพียง 500 บาทต่อวัน ขณะที่ประกันของคู่กรณีกลับเสนอค่าขาดประโยชน์ฯ ให้สูงถึง 1,000 บาทต่อวัน แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในรถยนต์คันเดียวกันในระยะเวลา 30 วันเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับแตกต่างอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความสงสัยว่าบริษัทประกันของผู้เสียหายกำลังเอาเปรียบลูกค้าของตนเองหรือไม่ 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรถยนต์เสียหายเพิ่มขึ้นหลังจากการซ่อมแซม ทำให้ต้องมีการซ่อมเพิ่มเติมอีก 30 วัน ทำให้ระยะเวลาขาดประโยชน์จากการใช้รถเพิ่มเป็น 90 วัน แต่กลับไม่มีความชัดเจนจากบริษัทประกันว่าจะชดเชยค่าขาดประโยชน์ฯ ในส่วนนี้อย่างไร 

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร?

สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” คือ ค่าชดเชยที่ผู้ประกันภัยมีสิทธิ์เรียกร้องได้เมื่อไม่สามารถใช้รถยนต์ของตนได้เนื่องจากอุบัติเหตุ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีค่าเฉลี่ยการจ่ายค่าขาดประโยชน์ที่ 500-1,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของบริษัทประกัน แต่ในความเป็นจริง จำนวนค่าขาดประโยชน์นี้สามารถเสนอให้มากกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์และมูลค่าความเสียหาย เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูงและใช้เวลานาน ควรได้รับค่าขาดประโยชน์ที่เหมาะสมกับความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

เมื่อรถเสียหายสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากใครได้บ้าง?

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถสามารถเรียกได้เฉพาะจากบริษัทประกันของคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันของตนเองได้ด้วยเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าชดเชยในกรณีนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และจำเป็นต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแลสิทธิ์ทางกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับค่าชดเชยอย่างเหมาะสม และไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย การมีทนายเป็นตัวแทนเจรจาย่อมเพิ่มความได้เปรียบและลดโอกาสถูกบริษัทประกันกดขี่ 

เคล็ดลับในการรับมือกับบริษัทประกันภัยกรณีขาดประโยชน์จากการใช้รถ


หากคุณเคยพบเหตุการณ์ที่บริษัทประกันภัยพยายามลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คุณสามารถรับมือได้ตามคำแนะนำดังนี้ :

1. ทบทวนเงื่อนไขกรมธรรม์ : ควรอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับค่าขาดประโยชน์ฯ เพราะแต่ละกรมธรรม์อาจมีข้อกำหนดต่างกันไป

2. ตรวจสอบความคุ้มครองให้ชัดเจน : หากไม่แน่ใจว่าค่าขาดประโยชน์ที่ได้รับนั้นเป็นธรรม คุณควรปรึกษาทนายเพื่อพิจารณาว่าความคุ้มครองในกรมธรรม์ครอบคลุมค่าใช้จ่ายนี้หรือไม่ และมีสิทธิ์เรียกร้องเพิ่มได้หรือไม่

3. รวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ค่าเสียหาย : หลักฐานสำคัญ เช่น เอกสารการประเมินมูลค่าความเสียหาย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการหารถเช่าใช้ทดแทน และบันทึกเวลาการซ่อมที่ใช้จริง จะช่วยให้ทนายมีข้อมูลที่เพียงพอในการต่อรองค่าขาดประโยชน์กับบริษัทประกัน

4. ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย : หากบริษัทประกันภัยไม่ยอมจ่ายค่าขาดประโยชน์ตามที่ควร การดำเนินคดีทางกฎหมายเป็นอีกทางเลือกที่ผู้เสียหายสามารถใช้ในการเรียกร้องสิทธิ์ของตนเอง

เมื่อประกันเอาเปรียบเรื่องค่าขาดประโยชน์ฯ ปรึกษาทนายคือทางออก

สำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในคดีประกันภัยจะสามารถช่วยประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งเจรจาให้คุณได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรม การที่มีทนายความเป็นผู้ดำเนินการเจรจากับบริษัทประกันไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลา แต่ยังเพิ่มโอกาสในการได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม และป้องกันการถูกบริษัทประกันเอาเปรียบจากการเสนอค่าขาดประโยชน์ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง 

การขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นความเดือดร้อนที่ควรได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม การมีประกันภัยไม่ควรเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น และบริษัทประกันควรจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมตามความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อประสบปัญหานี้ คุณควรปรึกษาทนายความที่เข้าใจการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถดีที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิ์และรับประกันว่าคุณจะได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสมกับความเสียหายที่แท้จริง