หากติดตามเนื้อหากฎหมายจากเว็บไซต์สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่เป็นประจำ จะพบว่าเรื่อง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก หลายกรณีสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด หรือโยนภาระให้ผู้เสียหาย ทั้งที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและกระบวนการซ่อมที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถควบคุมได้
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคจำนวนมาก “ไม่รู้สิทธิของตนเอง” จนนำไปสู่การยอมรับความเสียหายโดยไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม บทความนี้จะพาไปดูอีกหนึ่งอุทาหรณ์จริงที่สะท้อนชัดว่า ทำไมเมื่อเกิดความวินาศภัย การมีทนายความตั้งแต่ต้นจึงสำคัญอย่างยิ่ง
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าเสียหายที่ผู้ใช้รถมีสิทธิเรียกร้อง เมื่อไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติจากเหตุที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของตนเอง เช่น รถถูกรถคันอื่นชนจนต้องเข้าซ่อมเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้รถไปทำงาน ประกอบอาชีพ หรือดำเนินชีวิตประจำวันได้
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถถือเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้เช่ารถมาใช้แทนก็ตาม ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่า รถคันดังกล่าวถูกใช้งานเป็นปกติ และการขาดการใช้รถก่อให้เกิดความเสียหายจริง แต่กระบวนการหรือเทคนิคในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถหรือค่าเสียหายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและกลยุทธ์ของทนายความแต่ละคน ซึ่งอาจสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้แตกต่างกันไป
รถซ่อมเกือบ 200 วัน ใครต้องรับผิด?

ในคดีตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหาค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างชัดเจน ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจนรถเกิดความวินาศภัย และต้องนำรถเข้าซ่อมเป็นระยะเวลานานเกือบ 200 วัน ซึ่งถือว่าเกินกว่าระยะเวลาปกติอย่างมาก
ด้วยระยะเวลาการซ่อมที่ยาวนาน ผู้เสียหายไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติ จึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นศาล กลับสะท้อนพฤติกรรมที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง
โยนบาปที่ 1: โทษผู้เอาประกันภัย “สมัครใจเอารถเข้าซ่อมเอง”

บริษัทประกันภัยให้การต่อสู้คดีโดยอ้างว่า
“โจทก์สมัครใจนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์ดังกล่าว ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่ามีคิวซ่อมนานหลายเดือน”
กล่าวคือ บริษัทพยายามโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยว่า เป็นผู้เลือกศูนย์ซ่อมเอง จึงต้องยอมรับผลของการซ่อมล่าช้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และต้องซ่อมรถภายใต้ระบบที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้ควบคุมการอนุมัติค่าใช้จ่าย
โยนบาปที่ 2: โยนต่อให้ศูนย์ซ่อม ทั้งที่บริษัทก็ล่าช้าเอง

หลังจากโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยยังโยนความรับผิดไปให้ศูนย์ซ่อม โดยอ้างว่า ศูนย์มีคิวซ่อมนาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทประกันภัยเองก็มีส่วนทำให้การซ่อมล่าช้า จากการอนุมัติซ่อมที่ไม่ทันเวลา
พฤติกรรมลักษณะนี้ทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในสภาพ “ไม่มีใครรับผิด” ทั้งที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับลูกค้าของบริษัทประกันภัยโดยตรง คำถามสำคัญคือ ในฐานะผู้รับประกันภัย บริษัทควรมีความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยเมื่อใด?
ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ? รู้ทันประกันภัยได้จาก YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า ควรเริ่มต้นเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างไร ต้องพูดกับบริษัทประกันภัยแบบไหน ใช้เอกสารอะไร หรือควรยอมรับคำอธิบายของประกันภัยมากน้อยแค่ไหน กรณีตัวอย่างจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้เสียหายเดินเรื่องเพียงลำพัง มักถูกปฏิเสธสิทธิ ถูกโยนความผิด หรือถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมาย จนสุดท้ายยอมถอดใจและยอมรับความเสียหายไปโดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม
ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง และบริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ เพียงเพราะอ้างว่าศูนย์ซ่อมคิวนาน หรือผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เลือกสถานที่ซ่อมเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิทธิไม่มี แต่อยู่ที่ผู้เสียหาย “ไม่รู้ว่าจะใช้สิทธิอย่างไรให้ถูกต้อง”
หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ ขอแนะนำให้ติดตาม YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ได้รวบรวมเนื้อหาอุทาหรณ์จริงเกี่ยวกับ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และปัญหาประกันภัยในรูปแบบเข้าใจง่าย พร้อมเทคนิคและแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว รู้สิทธิ รู้เทคนิค และรู้ทันประกันภัยตั้งแต่ก้าวแรก เพราะบางครั้ง แค่รู้มากกว่า ก็เป็นต่อได้มากกว่า
ทำไมต้องมีทนายตั้งแต่แรก เมื่อเกิดความวินาศภัย?
จากเคสที่ยกมาให้เป็นอุทาหรณ์ข้างต้นตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า การมีทนายความตั้งแต่เกิดเหตุมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทนายจะ
- วางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่ต้น
- รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถและระยะเวลาซ่อม
- ประเมินค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างเหมาะสม
- ป้องกันการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม
ต่างจากหลายกรณีที่ผู้เสียหายไปเดินเรื่องเองก่อน เมื่อไม่ได้รับเงินหรือถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ จึงค่อยมาหาทนาย ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสหรือเสียเปรียบทางคดีไปแล้ว
ปรึกษาทนายได้ทันที ดีกว่าเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้เงิน แล้วค่อยมาหาทนาย

อุทาหรณ์เรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กรณีรถซ่อมเกือบ 200 วัน เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายไม่ควรถูกปล่อยให้รับภาระจากความล่าช้าและความไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง เมื่อเกิดความวินาศภัย สิทธิของผู้เอาประกันภัยควรได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
หากคุณประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมนาน หรือถูกปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่ารอให้ความเสียหายลุกลาม คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีตั้งแต่นาทีแรก เพื่อวางแผนการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างถูกต้อง รอบคอบ และเป็นธรรมตั้งแต่ก้าวแรก ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<





















































