ในหลายปีที่ผ่านมา มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ด้วยเหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุมีแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
แต่สิ่งที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภคคือ การที่บางบริษัทประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยไม่ได้อ้างอิงค่าที่ตรวจได้จริงในขณะเกิดเหตุ หากแต่ใช้ “คู่มือตีความภายใน” มาคำนวณย้อนกลับว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่จะลดลงเฉลี่ย 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วจึงตีความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในทางกฎหมายและความยุติธรรมของระบบประกันภัยว่า “บริษัทประกันภัยมีสิทธินับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเองหรือไม่?”
กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ขณะเกิดเหตุเท่านั้นที่สำคัญ

ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) ระบุชัดเจนว่า
“หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย”
นั่นหมายความว่า การพิจารณาว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์หรือไม่ ต้องดูจาก ผลตรวจจริง “ขณะเกิดเหตุ” หรือใกล้เคียงกับเวลานั้นมากที่สุด
ไม่ใช่การคำนวณย้อนหลัง หรือสมมุติค่าแอลกอฮอล์จากสูตรเฉลี่ยตามคู่มือภายในของบริษัทประกันภัย
ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัย “ตีความเอง” ว่าสามารถนับผลย้อนหลังได้ จึงเป็นการ ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประกันภัย และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดรองรับ
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง “เชื่อถือไม่ได้”

ในคดีหนึ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่น่าสนใจมาก
ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทประกันภัยนำเพียง “คู่มือตีความกรมธรรม์” มาอ้างว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เอาประกันจะลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วคำนวณย้อนหลังเพื่ออ้างว่าผู้เอาประกันมีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น
เป็นพยานหลักฐานที่ “มีน้ำหนักน้อย” และ “เชื่อถือไม่ได้”
ศาลเห็นว่า การคำนวณย้อนหลังลักษณะนี้เป็นการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย และส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค
ศาลจึงวางหลักสำคัญไว้ว่า
“เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้การคำนวณภายในฝ่ายเดียว”
กล่าวคือ หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือผลตรวจจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลาที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้
ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด คปภ. กลับไม่ลงโทษบริษัทประกันภัย
แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วางหลักไว้ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ
เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมด้วยเหตุผลเรื่องแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แล้วผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)
หลายกรณีกลับพบว่า คำสั่งของ คปภ. เองก็ยังยึดแนวทางเดียวกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน
ทนายอาร์มได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อศาลพิพากษาชัดว่าบริษัทประกันภัยทำผิด แต่ทำไม คปภ. ถึงไม่ลงโทษบริษัทเหล่านั้น?”
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในระบบกำกับดูแล ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกเอาเปรียบซ้ำซ้อน ทั้งจากบริษัทประกันภัย และจากหน่วยงานที่ควรคุ้มครองสิทธิของประชาชน
ผู้บริโภคควรทำอย่างไร หากถูกปฏิเสธเพราะประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง?
อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ
หากบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้ขับขี่ “มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดขณะขับขี่” แล้วปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ควรรีบปรึกษาทนายความทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อสู้ด้วยตัวเอง
หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เราอธิบายความจริง เขาก็น่าจะเข้าใจ” หรือ “เรามีผลตรวจจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็น่าจะพอ” แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและทนายความอยู่เบื้องหลัง พวกเขารู้ช่องว่างของสัญญา รู้แนวทางตีความในชั้นศาล และรู้แม้กระทั่งว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่กล้า” ฟ้อง
หากคุณไม่มีทนายความที่เข้าใจระบบประกันภัยคอยวางรูปเรื่องตั้งแต่ต้น ไม่มีทางเลยที่คุณจะรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่มีทางที่จะไม่ถูกเอาเปรียบ
เพราะ ทุกถ้อยคำในสัญญา หรือ ทุกจุดเล็ก ๆ ในรายงานผลแอลกอฮอล์ สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดได้ทั้งสิ้น
บริษัทประกันภัยอาจใช้ถ้อยคำคลุมเครือในสัญญา เช่น “หากมีแอลกอฮอล์ในเลือด” โดยไม่ระบุชัดว่า “ต้องวัด ณ เวลาที่เกิดเหตุ” ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทนำมาใช้ตีความย้อนเวลาเองได้
หากไม่มีทนายความมาเดินเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้บริโภคมักจะ “ตกหลุม” ทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง
ไม่สนับสนุนให้ขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน

ทนายอาร์มยืนยันว่า
“เราไม่สนับสนุนให้ใครขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน”
การตีความผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนอกจากจะขัดต่อสัญญาประกันภัยแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่ผิด” ให้กับระบบคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะจะเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเหตุผลใดก็ได้
ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองเพราะข้ออ้างเรื่อง “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง”
อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภคและประกันภัยเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองสิทธิของคุณอย่างเต็มที่
บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะมีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?

หากถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่า “มีแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แล้วปฏิเสธค่าสินไหม อย่ารอให้เสียเวลาไปกับการไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายบริษัทจะใช้ข้อกฎหมายตีความให้คุณเสียเปรียบอยู่ดี รีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย
เพื่อให้ทนาย “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ผิดพลาด คุณอาจเสียสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย
การนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายยอมรับ บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิคำนวณย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่พึงได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างผู้บริโภคที่ถูกต้องเสมอและ “การมีทนายอยู่ข้างคุณ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกของสัญญาและการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรม หากถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คลิก >>>ติดต่อเรา<<< หรือโทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661












































