หมิ่นประมาทจากรีวิว Google และโซเชียลมีเดีย ผู้เสียหายทำอย่างไรได้บ้าง?

ในยุคดิจิทัลที่ใคร ๆ ก็สามารถโพสต์ แสดงความคิดเห็น หรือรีวิวผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาหมิ่นประมาทออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในคดีที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวธุรกิจใน Google ด้วยถ้อยคำรุนแรง การโพสต์ประจานใน Facebook การแขวนด่าบน TikTok หรือการแชร์ข้อมูลเสียหายต่อชื่อเสียงในกลุ่มไลน์ เหล่านี้ล้วนมีความเสี่ยงเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมาย

หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่รีวิว” หรือ “แค่ระบายความรู้สึก” จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง หากข้อความนั้นทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังในสังคม ย่อมอาจเข้าข่ายความผิดได้ทันที บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า หมิ่นประมาทออนไลน์คืออะไร ผู้เสียหายควรทำอย่างไร สามารถลบรีวิวได้หรือไม่ และเหตุใดการปรึกษาทนายความจึงเป็นทางออกที่สำคัญ

หมิ่นประมาทออนไลน์คืออะไร? 

หมิ่นประมาทออนไลน์ คือ การใส่ความหรือเผยแพร่ข้อความ รูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลใด ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีลักษณะทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือเจ้าของกิจการ บริษัท ร้านค้า และองค์กร

ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น

  • รีวิว Google ด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น “โกง”, “หลอกลวง”, “ร้านนี้เลว” โดยไม่มีหลักฐาน
  • โพสต์ประจานชื่อ นามสกุล รูปถ่าย พร้อมกล่าวหาว่ากระทำผิด
  • แขวนด่าบนโซเชียลมีเดียให้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตี
  • แชร์ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนจนผู้อื่นเสียภาพลักษณ์

แม้ผู้โพสต์จะอ้างว่าเป็น “ความคิดเห็นส่วนตัว” แต่หากข้อความนั้นกระทบชื่อเสียงของผู้อื่น ก็ยังมีความเสี่ยงเป็นคดีหมิ่นประมาทได้

รีวิว Google แบบไหนเข้าข่ายหมิ่นประมาท?

การรีวิวธุรกิจไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย หากเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต เช่น บริการช้า อาหารไม่อร่อย หรือประสบการณ์ไม่ดีตามความจริง แต่จะกลายเป็นหมิ่นประมาท เมื่อมีลักษณะดังนี้

  • ใช้ถ้อยคำรุนแรง ดูหมิ่น หรือกล่าวหาว่าโกงโดยไม่มีหลักฐาน
  • ใส่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
  • มีเจตนาทำลายชื่อเสียงหรือกลั่นแกล้ง
  • ชักชวนผู้อื่นให้โจมตีร้านหรือบุคคลนั้น

เส้นแบ่งระหว่าง “รีวิวโดยสุจริต” กับ “หมิ่นประมาท” จึงอยู่ที่เจตนาและเนื้อหาของข้อความ

หากถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ ควรทำอย่างไร?

เมื่อถูกหมิ่นประมาทออนไลน์ สิ่งสำคัญคืออย่าตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. เก็บหลักฐานทันที

เช่น

  • แคปหน้าจอข้อความ
  • เก็บลิงก์โพสต์
  • วัน เวลา และชื่อบัญชีผู้โพสต์
  • รูปโปรไฟล์หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

หลักฐานเหล่านี้สำคัญมากหากต้องดำเนินคดี

2. ปรึกษาทนายความ

ทนายความจะสามารถวิเคราะห์ว่า

  • ข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่
  • ควรดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญา
  • ควรเริ่มจากการเจรจาหรือแจ้งความ

การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลคดีตั้งแต่ต้น จะลดความเสี่ยงในการทำผิดขั้นตอน

3. ขอให้ลบโพสต์หรือรีวิว

ในหลายกรณีสามารถ

  • แจ้งแพลตฟอร์ม เช่น Google, Facebook ให้ตรวจสอบ
  • ส่งหนังสือทวงถามหรือหนังสือเตือน (Legal Notice)
  • ขอให้ผู้โพสต์ลบหรือแก้ไขข้อความ

ซึ่งบางกรณีสามารถจบเรื่องได้โดยไม่ต้องขึ้นศาล

สามารถตามหาผู้กระทำผิดได้หรือไม่?

หลายคนคิดว่าใช้นามแฝงแล้วจะไม่สามารถตามตัวได้ แต่ในความเป็นจริง หากเป็นคดีหมิ่นประมาท สามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อ

  • ขอข้อมูล IP Address
  • ขอข้อมูลจากแพลตฟอร์ม
  • ใช้กระบวนการพนักงานสอบสวนติดตามตัวผู้กระทำผิด

ดังนั้น การโพสต์หมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์ไม่ได้ปลอดภัยจากความรับผิดทางกฎหมาย

ความเสียหายจากการหมิ่นประมาทออนไลน์

ผลกระทบไม่ได้มีแค่ความรู้สึก แต่รวมถึง

  • ชื่อเสียงและภาพลักษณ์เสียหาย
  • รายได้หรือธุรกิจลดลง
  • ถูกสังคมเข้าใจผิด
  • ความเครียดและปัญหาทางจิตใจ
  • เกิดความขัดแย้งบานปลาย

ในบางกรณีอาจนำไปสู่การฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนมาก

เหตุใดควรปรึกษาทนายความเมื่อถูกหมิ่นประมาท?

การปรึกษาทนายความมีข้อดีหลายประการ ได้แก่

  • วิเคราะห์ว่าคดีมีน้ำหนักเพียงใด
  • แนะนำแนวทางลบรีวิวหรือโพสต์อย่างถูกกฎหมาย
  • สามารถร่างหนังสือเตือนผู้กระทำผิด
  • ดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย
  • ปกป้องสิทธิและชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ

ทนายความไม่ได้มีหน้าที่ฟ้องร้องอย่างเดียว แต่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด เช่น การเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการดำเนินคดีเมื่อจำเป็น

หมิ่นประมาทไม่ใช่เรื่องเล็กในยุคออนไลน์

ในอดีตการหมิ่นประมาทอาจเกิดในวงแคบ แต่ในปัจจุบัน ข้อความเพียงโพสต์เดียวสามารถกระจายไปหาคนนับพันนับหมื่นภายในไม่กี่นาที ความเสียหายจึงรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

ทั้งผู้โพสต์และผู้ถูกโพสต์ควรตระหนักว่า

  • การแสดงความคิดเห็นต้องอยู่บนความสุจริต
  • การใช้คำพูดรุนแรงมีความเสี่ยงทางกฎหมาย
  • ชื่อเสียงคือทรัพย์สินที่ต้องปกป้อง

หมิ่นประมาทออนไลน์ มีทางออก หากรู้จักใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง

ไม่ว่าคุณจะถูกหมิ่นประมาทจากรีวิว Google หรือถูกแขวนด่าบนโซเชียล คุณไม่จำเป็นต้องยอมรับความเสียหายนั้นเพียงลำพัง เพราะกฎหมายเปิดช่องให้

  • ลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย
  • ตามหาผู้กระทำผิด
  • ดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น คือทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาหมิ่นประมาทออนไลน์อย่าปล่อยให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง คือการปกป้องอนาคตในโลกออนไลน์อย่างแท้จริง

รีวิวอย่างไรไม่ให้โดนฟ้อง? เมื่อเสรีภาพการพูดอาจกลายเป็นคดีหมิ่นประมาท

ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นนักรีวิวได้ง่าย ๆ เพียงมี Smart Phone และบัญชีทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ  ซึ่งในปัจจุบันนี้เราจะเห็นรีวิวหลากหลายประเภทได้ง่าย ๆ  ไม่ว่าจะเป็นรีวิวร้านอาหาร รีวิวโรงแรม รีวิวบริการสถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงรีวิวร้านซ่อมรถ หรือคลินิกต่าง ๆ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การรีวิวโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้คุณเสี่ยง “โดนฟ้องหมิ่นประมาท” จากเจ้าของกิจการได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาการรีวิวของคุณเข้าข่ายทำให้ผู้อื่นหรือกิจการนั้น ๆ เสียชื่อเสียง เสื่อมเสีย หรือถูกดูหมิ่นจากสาธารณชน

ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “พูดความจริงก็ไม่ผิด” แต่ในทางกฎหมาย ความจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้คุณรอดพ้นจากความผิดเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาทั้งเจตนา วิธีการแสดงออก และผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกด้วย

บทความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะพาคุณมารู้จักกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ซ่อนอยู่ในการ “รีวิวอย่างไม่คิด” พร้อมคำแนะนำว่าควรรีวิวอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่โดนข้อหาหมิ่นประมาท

หมิ่นประมาทจากการรีวิวคืออะไร?

หมิ่นประมาท คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งในกรณีของนักรีวิว หากมีการโพสต์รีวิวบนแพลตฟอร์มสาธารณะ เช่น

        •Google Review

        •Facebook

        •Twitter (X)

        •Pantip

        •TikTok

        •หรือเว็บไซต์รีวิวต่าง ๆ

ก็เข้าข่ายเป็น “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างเคสจริงที่นักรีวิวโดนฟ้อง

มีหลายกรณีที่นักรีวิวหรือผู้บริโภคทั่วไป โพสต์ข้อความระบายความไม่พอใจต่อบริการร้านค้า เช่น

        •รีวิวว่าอาหาร “เหม็นเหมือนเน่า”

        •ระบุว่าพนักงานพูดจา “เหมือนเมายา”

        •หรือเขียนว่า “กลัวว่าหมอจะฆ่าเรา”

แม้จะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว แต่หากเขียนในลักษณะที่ระบุตัวบุคคลชัดเจน ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ก็สามารถถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทได้โดยไม่ต้องรอให้มีการแชร์ต่อ

เสรีภาพในการแสดงความเห็น ≠ พูดอะไรก็ได้

หลายคนเข้าใจผิดว่า การเขียนรีวิวคือสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แต่ตามกฎหมายแล้ว สิทธิใด ๆ ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

หากคุณเขียนรีวิวด้วยความรู้สึกส่วนตัวโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ใช้อารมณ์ส่วนตัว ถ้อยคำประชด ด่าทอ หรือลงรายละเอียดเกินความจริง ก็อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของเจ้าของธุรกิจ หรือบุคคลที่คุณกล่าวถึงได้

การรีวิวที่ไม่เป็นความจริง = เสี่ยงถูกฟ้องหนักกว่าเดิมได้

หลายคนอาจไม่รู้ว่า การรีวิวที่ “ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” หรือ “เกินจริง” จนส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ให้บริการเกิดความเสียหายทางชื่อเสียงหรือรายได้ อาจไม่ใช่แค่หมิ่นประมาทธรรมดา แต่เข้าข่าย เจตนาใส่ร้ายเพื่อให้เกิดผลเสียหาย ซึ่งศาลอาจพิจารณาโทษหนักขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าของร้านสามารถพิสูจน์ได้ว่า

        •        ผู้รีวิว ไม่ได้ใช้บริการจริง

        •        เหตุการณ์ที่รีวิว ไม่เคยเกิดขึ้น

        •        หรือมีเจตนาในการ ทำลายชื่อเสียงของร้าน

ในกรณีนี้ ทางร้านสามารถ ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ร่วมกับการดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทได้ทันที

ตัวอย่าง: รีวิวอาหารไม่ดี ทั้งที่ไม่ใช่ลูกค้า

มีลูกค้ารายหนึ่งได้รับข้อความรีวิวผ่าน Google Maps ที่กล่าวหาว่าร้านบริการไม่ดี อาหารสกปรก แต่เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บุคคลดังกล่าวไม่เคยเข้าร้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าของร้านจึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และเรียกค่าเสียหายจากการเสียชื่อเสียง

รีวิวอย่างไร “ไม่ให้โดนฟ้อง”?

1. หลีกเลี่ยงการระบุชื่อบุคคลโดยตรง

หากเป็นรีวิวเชิงวิจารณ์ ควรใช้คำว่า “เจ้าหน้าที่บางคน”, “พนักงานในช่วงเวลานั้น” แทนการระบุชื่อเต็ม ตำแหน่ง หรือข้อมูลชัดเจนที่ทำให้บุคคลอื่นรู้ว่าใคร

2. ใช้ภาษาที่เป็นกลาง ไม่ใช้อารมณ์

เลี่ยงคำพูดเชิงดูถูก เช่น “โง่”, “แย่ที่สุด”, “ไม่ควรมีอาชีพนี้” เปลี่ยนเป็น “รู้สึกไม่ค่อยประทับใจ”, “บริการไม่ตรงตามที่คาดหวัง” แทน

3. ควรมีหลักฐานสนับสนุน

หากคุณพูดถึงเหตุการณ์ใด ควรมีภาพ เสียง หรือใบเสร็จไว้ยืนยัน ไม่ใช้เพียงคำบอกเล่าหรือความรู้สึก

4. ให้โอกาสร้านค้าแก้ไขก่อน

แจ้งปัญหาผ่านช่องทางของร้านหรือธุรกิจก่อนโพสต์รีวิว จะช่วยลดปัญหาการเข้าใจผิดและให้โอกาสคู่กรณีได้แก้ไข

5. ไม่แชร์หรือเขียนซ้ำข้อความของผู้อื่น

แม้คุณไม่ได้เป็นคนเริ่มเขียน แต่หากคุณแชร์โพสต์ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท คุณก็มีโอกาสถูกฟ้องเช่นกัน

จุดเสี่ยงที่นักรีวิวมักพลาด

        •วิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน

        •พาดพิงบุคคลโดยไม่เบลอภาพหรือชื่อ

        •ใช้คำรุนแรงเพื่อเรียกยอดไลก์

        •แชร์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทโดยไม่ตรวจสอบ

ข้อควรระวังในยุคที่ใครก็เป็นักรีวิวได้

        •การรีวิวบริการใด ๆ ควรพิจารณา “ผลกระทบ” ต่อคู่กรณี

        •ถ้าคุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือมีผู้ติดตามมาก รีวิวของคุณอาจสร้างความเสียหายมหาศาล

        •ระวังอย่าให้รีวิวกลายเป็นการ “ประจาน” มากกว่า “สะท้อนความจริง”

หากคุณโดนฟ้องหมิ่นประมาทจากการรีวิว ควรทำอย่างไร?

หากได้รับหมายเรียก หรือมีจดหมายจากทนายความของผู้เสียหาย ควร:

        •หยุดเผยแพร่หรือแชร์โพสต์ทันที

        •รวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพ แชต หรือหลักฐานความบริสุทธิ์

        •ติดต่อทนายความทันที เพื่อขอคำแนะนำทางกฎหมาย

        •อย่าพยายามต่อรองหรือขอโทษเอง เพราะอาจใช้เป็นหลักฐานในศาล

การรีวิวโดยขาดความระมัดระวัง อาจเปลี่ยนจากการเรียกร้องสิทธิ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาได้ในพริบตา

อย่าให้ความตั้งใจในการ “เตือนภัย” กลายเป็น “ภัยของตัวเอง” เพราะในโลกโซเชียล คำพูดของคุณมีพลัง และอาจมีราคาทางกฎหมายเสมอ

หากคุณกำลังถูกฟ้องจากการรีวิว หรือไม่มั่นใจว่าเนื้อหาที่โพสต์จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ สามารถติดต่อขอคำปรึกษากับทนายอาร์ม จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้โดยตรง คลิก >>ติดต่อเรา<<

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ไม่รู้กฎหมาย = เสี่ยงโดนฟ้องเพราะรีวิว

ในยุคดิจิทัลที่ใคร ๆ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์รีวิว หรือ Google Map การเขียนรีวิวกลายเป็นกิจกรรมธรรมดาที่หลายคนทำโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “ข้อความไม่กี่บรรทัด” ที่คุณโพสต์อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายฐาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นคดีอาญาที่มีโทษทั้งจำและปรับ

และหากคุณไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน นี่อาจเป็นบทความที่ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการ โดนฟ้องเพราะรีวิว ได้อย่างทันท่วงที

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคืออะไร?

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โดยหมายถึงการ ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ด้วยการโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นผ่าน

  • หนังสือพิมพ์
  • ภาพพิมพ์
  • โทรทัศน์ วิทยุ
  • โซเชียลมีเดีย
  • เว็บไซต์
  • หรือแม้แต่ระบบรีวิวต่าง ๆ เช่น Google Review, Facebook Review

หากข้อความที่โพสต์นั้นทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง ก็ถือว่าผิดทันที

โทษ: จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รีวิวไม่ระวัง อาจพังทั้งชีวิต

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ถ้าเรื่องจริง ก็ไม่ผิด” แต่ในทางกฎหมาย ความจริงไม่ได้ปกป้องคุณเสมอไป หากคุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือใช้ถ้อยคำดูหมิ่น เสียดสี พาดพิงเกินกว่าเหตุ ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้ทันที

ตัวอย่างเช่น รีวิวใน Google ที่กล่าวถึงพฤติกรรมของหมอว่า “พูดจาไม่ดี เหมือนหิวข้าว” หรือ “กลัวหมอฆ่าเรา” แม้เป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่มีลักษณะพาดพิงเฉพาะเจาะจง และอาจสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของหมอและสถานพยาบาล ในกรณีเช่นนี้ เจ้าของข้อความสามารถ โดนฟ้องเพราะรีวิว ได้ไม่ยากเลย

ระวัง! สิ่งที่คุณโพสต์อาจกลายเป็นหลักฐานในศาล

ข้อควรรู้คือ แม้คุณจะลบข้อความไปแล้ว หากมีคนแคปไว้ ก็ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานได้ และการอ้างว่า “ไม่ตั้งใจ” หรือ “แค่เล่าเรื่องจริง” ไม่ใช่ข้อแก้ต่างทางกฎหมายที่ศาลจะยอมรับ

ถ้าคุณเขียนรีวิวโดย

  • ระบุชื่อหรือรายละเอียดที่ทำให้รู้ว่าเป็นใคร
  • ใช้คำรุนแรง ดูหมิ่น หรือประจาน
  • ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

ข้อความของคุณอาจเข้าข่าย “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการแชร์เป็นจำนวนมาก

จุดเสี่ยงของการรีวิวที่หลายคนไม่รู้

  • รีวิวพาดพิงบุคคลโดยไม่มีการเบลอหรือปกปิด
  • ใช้คำพูดเชิงอารมณ์ เช่น “กลัวหมอฆ่า”, “แย่ที่สุดในชีวิต”
  • วิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน เช่น ไม่พอใจแต่ไม่มีเอกสารหรือคลิปเสียงยืนยัน
  • รีวิวแล้วมีผลให้คนอื่นเลิกใช้บริการหรือเข้าใจผิด

รีวิวอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโดนฟ้องเพราะรีวิว?

1. ไม่ระบุตัวตนบุคคลชัดเจน
ใช้คำกลาง ๆ เช่น “พนักงานบางคน”, “แพทย์เวร” แทนชื่อบุคคล

2. มีหลักฐานรองรับ
หากเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ควรมีใบเสร็จ ภาพ หรือเสียงเพื่อยืนยัน

3. เล่าเหตุการณ์โดยใช้ภาษาเป็นกลาง
หลีกเลี่ยงคำที่แสดงอารมณ์หรือเจตนาดูหมิ่น

4. แจ้งเรื่องกับสถานบริการก่อนรีวิว
การให้โอกาสสถานบริการแก้ไขก่อนโพสต์ อาจช่วยลดปัญหาได้

5. ไม่แชร์หรือเขียนซ้ำข้อความที่ไม่ใช่ของตัวเอง
แม้คุณจะแค่แชร์โพสต์จากผู้อื่น ถ้าเนื้อหานั้นผิดกฎหมาย คุณก็มีความผิดได้เช่นกัน

ข้อควรระวังสำหรับผู้เขียนรีวิวในปี 2025

  หลีกเลี่ยงการระบุตัวตนบุคคลโดยชัดเจน
ไม่ควรใส่ชื่อ วันที่ เวลา หรือพฤติกรรมเฉพาะเจาะจงที่ทำให้ผู้อื่นสามารถระบุได้ว่า “ใคร” คือตัวบุคคลที่คุณกล่าวถึง

2.      ใช้ภาษาที่สุภาพและกลางมากที่สุด
หากต้องการวิจารณ์ ควรใช้ถ้อยคำที่แสดงความรู้สึกในเชิงส่วนตัว เช่น “รู้สึกไม่ประทับใจ” “การสื่อสารไม่ตรงใจ” แทนการใช้ถ้อยคำดูหมิ่น

3.      มีหลักฐานรองรับทุกข้อกล่าวหา
หากคุณจะเขียนว่าอีกฝ่ายพูดไม่ดี ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีหลักฐาน เช่น ภาพ เสียง หรือเอกสารเพื่อป้องกันการถูกฟ้องกลับ

4.      หลีกเลี่ยงการ “ประจาน” หรือเรียกเสียงดราม่า
การใช้ถ้อยคำหวือหวาอาจทำให้คนอ่านสนใจ แต่ก็ทำให้คุณเสี่ยงต่อการโดนฟ้องมากขึ้น

5.      หากไม่มั่นใจ อย่าโพสต์ลงสาธารณะ
ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการแจ้งปัญหาโดยตรงกับสถานพยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือทนายความ เพื่อช่วยไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ผู้เขียนรีวิวควรรู้

  • การเขียนข้อความลงโซเชียลมีเดียถือเป็น “การโฆษณา” ตามกฎหมายไทย
  • แม้จะลบข้อความไปแล้ว หากมีคนแคปไว้ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องได้
  • การกล่าวหาผู้อื่นในที่สาธารณะโดยไม่มีหลักฐาน ถือว่าผิด แม้เจตนาไม่ร้ายก็ตาม

หากคุณถูกฟ้องจากการรีวิว ควรทำอย่างไร?

หากคุณเผลอโพสต์ข้อความแล้วได้รับหมายเรียกจากศาล สิ่งที่ควรทำคือ ติดต่อทนายความทันที เพื่อดำเนินการแก้ต่างในกระบวนการยุติธรรม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกรณีของการหมิ่นประมาท รวมถึงการต่อสู้คดีบนโซเชียลและโลกออนไลน์ เพราะเรารู้ว่า “ทุกคำพูดมีค่า และอาจมีราคาทางกฎหมายเสมอ”

ในยุคที่รีวิวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนแบบนี้ การโพสต์ทุกคำจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
เพราะหากไม่ระวัง คุณอาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และต้องเสียทั้งเงิน เวลา และชื่อเสียงได้ คลิก >>ปรึกษาทนาย<< หากต้องการคำปรึกษาทางกฎหมาย

อย่าคิดว่ารีวิวไม่ผิดกฎหมาย เพราะมีหลายคนแล้วที่ “โดนฟ้องเพราะรีวิว” โดยไม่ทันตั้งตัว

หมิ่นประมาท กรณีไหนที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่มีความผิด?

ในยุคโซเชียลมีเดีย การแสดงความคิดเห็น การโพสต์ การแชร์ หรือการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน แต่หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่ข้อหา “หมิ่นประมาท” ได้โดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีของการพูดถึงคนอื่นในทางเสียหายจะถือว่าผิดเสมอไป เพราะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ได้ระบุข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า “พูดแล้วไม่ผิด” หากเข้าข่ายตามบทบัญญัติของกฎหมาย

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า กรณีแบบไหนบ้างที่ กฎหมายถือว่าแม้จะเข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ก็ไม่ถือว่ามีความผิด เพราะเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผล และอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมาย

หมิ่นประมาทคืออะไร?

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 กำหนดว่า

“ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

โดยการ “ใส่ความ” อาจเกิดได้ทั้งจากคำพูด การเขียน การโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ การส่งข้อความส่วนตัว หรือการกระทำใด ๆ ที่สื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ดี จนส่งผลให้บุคคลนั้นเสียหาย

โทษของการหมิ่นประมาทมีตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจหนักขึ้นหากกระทำต่อสาธารณะ (มาตรา 328)

กรณียกเว้น: “พูดแล้วไม่ผิด” ตามมาตรา 329

แม้ข้อความที่กล่าวจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย แต่ หากมีเหตุผลอันชอบธรรม หรือเป็นการกระทำในลักษณะที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด ตัวอย่างข้อยกเว้นที่ชัดเจนตาม มาตรา 329 ได้แก่

1. การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในศาล

“ความเห็นหรือข้อความใด ๆ ที่คู่ความ ทนายความ หรือพยาน กล่าวหรือให้ไว้ในการพิจารณาคดีในศาล”

กรณีนี้ครอบคลุมถึงการให้การ การเบิกความ หรือการแสดงข้อเท็จจริงในชั้นศาล หากเป็นไปโดยสุจริต ย่อมไม่ถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จะเป็นการกล่าวถึงผู้อื่นในทางเสียหาย

2. การติชมโดยสุจริต

“การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต”

ในเรื่องต่อไปนี้ กฎหมายถือว่าไม่เป็นความผิด หากกระทำโดยสุจริต:

  • การติชมการกระทำของบุคคลเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • การวิจารณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ
  • การติชมในฐานะครู อาจารย์ หรือผู้บังคับบัญชา
  • การติชมบุคคลที่เสนอเรื่องของตนเข้าสู่สาธารณะ เช่น นักร้อง ดารา นักการเมือง
  • การแสดงความเห็นต่อผลงานที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ เช่น หนังสือ รายการทีวี เพลง หรือบทความ

ย้ำว่า ต้องทำโดยสุจริต ไม่เจตนาให้เสียหาย และอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น ตำหนิเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ประจานหรือเหยียดหยาม

3. การปกป้องสิทธิหรือประโยชน์โดยชอบ

“การแจ้งข่าว การแสดงความคิดเห็น หรือกล่าวหาต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่”

หากคุณไปแจ้งความกับตำรวจ แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ หรือยื่นเรื่องร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐโดยสุจริต และมีหลักฐานว่ามีมูลจริง การกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท แม้จะมีการกล่าวถึงบุคคลอื่นในทางเสียหายก็ตาม

ตัวอย่างจริง ที่ “พูดแล้วไม่ผิด”

1.ลูกจ้างโพสต์ประจานนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินเดือน
หากโพสต์โดยสุจริต พร้อมแสดงหลักฐาน และไม่มีเจตนาใส่ความเกินจริง ศาลอาจมองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นตามความจริง และเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

2.นักข่าววิจารณ์นักการเมือง
หากเสนอข้อมูลจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และไม่ได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นรุนแรง ก็ถือว่าไม่เป็นความผิด

3.ชาวบ้านร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องทุจริต
หากมีพยานหลักฐาน หรือกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท

ทำอย่างไรถ้าถูกแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท?

หากคุณถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาท และมั่นใจว่าการกระทำของคุณอยู่ในขอบเขตของข้อยกเว้นตามกฎหมาย ควรดำเนินการดังนี้

1.เก็บรวบรวมหลักฐาน ที่แสดงว่าเจตนาเป็นไปโดยสุจริต เช่น หลักฐานการไม่รับค่าจ้าง รูปภาพหรือแชตประกอบ ฯลฯ

2.ไม่โพสต์ตอบโต้เพิ่มเติม ที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทซ้ำ

3.ปรึกษาทนายความทันที เพื่อประเมินว่าเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ และจะต่อสู้คดีอย่างไร

หมิ่นประมาทไม่ใช่ความผิดในทุกกรณี หากมีเจตนาโดยสุจริต

แม้จะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท แต่หากการกระทำนั้น

  • เป็นการติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • เป็นการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่
  • เป็นความเห็นในชั้นศาล
  • หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในขอบเขตเหมาะสม

คุณอาจไม่มีความผิดตามกฎหมาย และสามารถใช้ข้อยกเว้นตามมาตรา 329 เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้หากคุณหรือคนใกล้ตัวถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท อย่าเพิ่งยอมรับผิดหรือตกใจ ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อวางแนวทางสู้คดีให้ชัดเจน และรักษาสิทธิของตนอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนายคดีหมิ่นประมาท คลิก >>ติดต่อเรา<<

คดีตัวอย่าง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) “รับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น”

ในยุคที่สื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ หลายคนอาจลืมคิดไปว่า “เสรีภาพในการพูด” ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยเฉพาะการโพสต์หรือรีทวิตข้อความที่อาจเข้าข่าย หมิ่นประมาท ซึ่งกฎหมายไทยถือว่าเป็นความผิดอย่างชัดเจน แม้คุณจะไม่ใช่คนแต่งข้อความเอง แต่เพียงแค่รีทวิตข้อความที่พาดพิงหรือใช้คำหยาบคายใส่ผู้อื่น ก็อาจถูกฟ้องร้องและต้องชดใช้ค่าเสียหายได้เช่นกัน

รีทวิตด่าสนุกปากสุดท้ายต้องจ่ายจริง!

จากเคสจริงที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับเรื่องดำเนินคดีให้กับผู้เสียหายคนหนึ่งที่ถูกรีโพสต์ข้อความด่าทออย่างหยาบคายบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าถูกลบหลู่ชื่อเสียง เสียเกียรติ และถูกพาดพิงในทางเสื่อมเสีย

แม้ผู้ก่อเหตุจะไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความตั้งต้น แต่การ “รีทวิต” ข้อความดังกล่าวซ้ำ โดยไม่มีการปฏิเสธหรือระบุว่าไม่เห็นด้วย กลับทำให้ศาลเห็นว่าเป็นการเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทซ้ำ และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังบุคคลดังกล่าวและมีข้อตกลงเป็นสัญญาว่าผู้รีทวิตต้อง:

  • ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท
  • ทำการโพสต์ขอโทษผู้เสียหาย ทุกวันเวลา 12.00 น. ติดต่อกัน เป็นเวลา 1 เดือน
  • ให้คำมั่นว่าจะไม่โพสต์หรือกล่าวถึงผู้เสียหายอีก
  • ห้ามลบโพสต์คำขอโทษ
  • หากผิดสัญญา ต้องชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่นี่คือผลลัพธ์จากการใช้โซเชียลมีเดียโดยไม่ระมัดระวัง

หมิ่นประมาทคืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถือว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การพิมพ์ หรือแม้แต่การโพสต์และแชร์ในโลกออนไลน์ ล้วนเข้าข่ายได้ทั้งสิ้น

หากเป็นการกระทำผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter, Instagram หรือ TikTok จะถือว่าเข้าข่าย หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษหนักยิ่งกว่า และโทษสูงสุดอาจถึงจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รีทวิต = ร่วมหมิ่นประมาท ก็มีความผิด?

คำถามยอดฮิตคือ “แค่รีทวิตจะผิดด้วยเหรอ?”
คำตอบคือ “ใช่” หากคุณรีทวิตข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่มีการปฏิเสธหรือแสดงเจตนาไม่เห็นด้วย ศาลอาจพิจารณาว่าคุณเจตนาเผยแพร่ข้อความหมิ่นนั้นต่อสาธารณะ ซึ่งเข้าข่ายเป็น “ผู้กระทำผิดร่วม”

อย่าอ้างว่าแค่ล้อเล่นหรือสนุกปาก

หลายคนโพสต์หรือแชร์เพียงเพราะต้องการมีส่วนร่วมกับกระแสในโลกออนไลน์ โดยลืมคิดไปว่าความเสียหายที่เกิดกับชื่อเสียงของผู้อื่นนั้นอาจร้ายแรงและก่อให้เกิดผลกระทบจริง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ

ประโยคอย่าง “แค่รีทวิตเองนะ จะฟ้องอะไร” ไม่ใช่ข้ออ้างที่ใช้ได้ในศาล เมื่อหมายศาลถึงหน้าบ้าน ทุกคำที่โพสต์ไว้สามารถย้อนกลับมาเป็นหลักฐานทางคดีได้ทั้งหมด

“รับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น” ไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ

คดีหมิ่นประมาทออนไลน์ในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เสียหายหลายรายเลือกดำเนินคดีจริงจัง ไม่ใช่แค่เรียกร้องคำขอโทษ แต่รวมถึง เรียกค่าเสียหาย ที่เกิดจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย และบางกรณีอาจมีค่าชดเชยหลักแสนถึงหลักล้านบาท

หากถูกหมิ่นประมาท ควรทำอย่างไร?

หากคุณเป็นผู้เสียหายจากการถูกโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทบนโซเชียลมีเดีย ควรดำเนินการดังนี้:

1.แคปหน้าจอและเก็บหลักฐาน ทั้งภาพ ข้อความ ลิงก์ และวันเวลาที่โพสต์

2.รีบปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินแนวทางดำเนินคดี

3.อย่าตอบโต้ด้วยการด่ากลับ เพราะอาจทำให้คุณตกเป็นฝ่ายผิดร่วมด้วย

ปรึกษาทนายเพื่อไม่ให้ความเสียหายเกินควบคุม

การต่อสู้คดีหมิ่นประมาทไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทั้งการวิเคราะห์ข้อความ การรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินคดีในศาล หากคุณต้องการที่พึ่งทางกฎหมายที่น่าเชื่อถือ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญคดีหมิ่นประมาทโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ การแชร์ การรีทวิต หรือการส่งข้อความส่วนตัวที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท เราจะช่วยคุณประเมินคดี และวางกลยุทธ์เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างมืออาชีพ

โลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากกฎหมาย อย่าคิดว่าแค่รีทวิตหรือโพสต์ด่าเล่น ๆ จะไม่มีผลตามมา เพราะทุกข้อความสามารถกลายเป็นหลักฐานในคดีหมิ่นประมาทได้ทันที ก่อนจะแชร์ ก่อนจะพิมพ์ คิดให้ดี เพราะคำพูดในโลกออนไลน์อาจมีราคาที่ต้องจ่ายจริง
หากคุณต้องการคำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาท ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทันที เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามจนเกินควบคุม

ถูกแขวนชื่อใน X (ทวิตเตอร์) จนเสียหาย! เข้าข่าย หมิ่นประมาท ดำเนินคดีได้ทันที

ในยุคโซเชียลมีเดียครองโลก โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม X หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า Twitter การโพสต์ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดอาจส่งผลร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะหากเนื้อหานั้นพาดพิงถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ล่าสุดมีกรณีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อผู้เสียหายรายหนึ่งได้ถูกโพสต์ “แขวน” บนแพลตฟอร์ม X พร้อมกับการแท็กชื่อ-นามสกุลจริงของตน ส่งผลให้ผู้ที่ติดตามโพสต์ดังกล่าวเข้าใจผิดและมีท่าทีดูหมิ่นต่อผู้เสียหายเป็นวงกว้าง

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้เสียหาย ทั้งในด้านจิตใจและชื่อเสียงในสังคมออนไลน์ จนเจ้าตัวทนไม่ไหวต้องรีบติดต่อทนายความเพื่อดำเนินคดีหมิ่นประมาท ทันที โดยยืนยันว่าไม่ต้องการเจรจาใด ๆ เพราะเหตุการณ์ได้บานปลายเกินควบคุม และหากปล่อยไว้ก็อาจมีผู้ใช้รายอื่นแชร์หรือโพสต์ต่อจนสร้างความเสียหายมากยิ่งขึ้น

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา คืออะไร? รู้ไว้ก่อนจะสายเกินไป

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระบุว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งโทษอาจถึงขั้นจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, X (Twitter), TikTok หรือ Instagram จะเข้าข่าย หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งมีโทษรุนแรงขึ้นตาม มาตรา 328 โดยมีโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีที่เกิดขึ้นใน X ถือว่าเข้าข่ายชัดเจน เพราะมีการแท็กชื่อ-นามสกุลจริงของผู้เสียหาย และโพสต์ให้สาธารณชนรับรู้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อชื่อเสียง และเกิดการเข้าใจผิดจากผู้ที่เห็นโพสต์ จึงถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอย่างไม่ต้องสงสัย

โพสต์แบบไหนเสี่ยงโดนฟ้องหมิ่นประมาท?

ไม่ใช่ทุกโพสต์จะเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่มีลักษณะบางอย่างที่หากปรากฏในโพสต์ของคุณ อาจถูกฟ้องได้ทันที เช่น

  • กล่าวหา หรือให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับบุคคลอื่น
  • พาดพิงชื่อจริง-นามสกุล หรือข้อมูลระบุตัวตนได้ชัดเจน
  • ใช้คำพูดเสียดสี ประชดประชัน หรือสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง
  • มีการแชร์ต่อ หรือกระจายโพสต์นั้นไปยังบุคคลอื่นจำนวนมาก
  • ใช้ภาพหรือข้อความประกอบเพื่อเน้นความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวหา

ในกรณีนี้ ผู้กระทำโพสต์โดยเจตนาใส่ร้าย แท็กชื่อจริงของผู้เสียหาย และกระจายโพสต์ต่อในวงกว้าง ถือว่ามีองค์ประกอบครบถ้วนของความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ผู้เสียหายสามารถใช้โพสต์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการแจ้งความได้ทันที

วิธีดำเนินคดีหมิ่นประมาท กรณีเกิดขึ้นในโลกออนไลน์

เมื่อคุณตกเป็นเหยื่อของการหมิ่นประมาทบนโซเชียล อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปโดยไม่ดำเนินการใด ๆ เพราะหากผู้กระทำผิดไม่ถูกดำเนินคดี อาจทำให้เกิดการกระทำซ้ำหรือเกิดเหตุกับผู้อื่นได้อีกในอนาคต โดยกระบวนการดำเนินคดีสามารถเริ่มได้ดังนี้

1.รวบรวมหลักฐานทันที
ให้แคปหน้าจอโพสต์ ข้อความ หรือรูปภาพที่เป็นปัญหาไว้ให้ครบถ้วน รวมถึงวันเวลาและชื่อบัญชีผู้โพสต์

2.ติดต่อทนายความผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อรับคำแนะนำทางกฎหมาย และจัดเตรียมเอกสารให้พร้อมในการแจ้งความ

3.แจ้งความต่อสถานีตำรวจ
ระบุว่าต้องการดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมนำหลักฐานที่เตรียมไว้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่

4. ดำเนินคดีแพ่งเพิ่มเติม (ถ้ามี)
หากเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือธุรกิจของคุณโดยตรง อาจสามารถเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้เพิ่มเติม

การดำเนินคดีหมิ่นประมาทไม่เพียงเป็นการปกป้องสิทธิของผู้เสียหาย แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้สังคมออนไลน์รู้จักการใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ

อย่าลังเลที่จะใช้สิทธิทางกฎหมาย ปรึกษาทนายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของคุณ

หลายคนเมื่อเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มักเลือกที่จะเงียบ หรือรอให้เรื่องเงียบไปเอง แต่ในความเป็นจริง ยิ่งปล่อยไว้นาน โอกาสในการปกป้องสิทธิและนำตัวผู้กระทำผิดมารับผิดก็ยิ่งน้อยลง ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่โพสต์หนึ่งสามารถแพร่กระจายไปเป็นหมื่นรีทวีตในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การปล่อยให้ใครบางคนใส่ร้ายคุณในโลกออนไลน์โดยไม่รับผิดชอบ อาจทำลายชื่อเสียงคุณไปตลอดชีวิต

ดังนั้นหากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้ อย่ารอช้าที่จะติดต่อทนายความและใช้สิทธิของคุณในการดำเนินคดีหมิ่นประมาท เพื่อปกป้องชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของตนเองอย่างเต็มที่

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดำเนินคดีหมิ่นประมาททุกประเภท

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินคดี หมิ่นประมาททางออนไลน์ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกรณีใน Facebook, X (Twitter), TikTok หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยทีมทนายความจะให้คำปรึกษาและดำเนินคดีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรม และไม่ถูกเอาเปรียบในโลกออนไลน์อีกต่อไปหากคุณต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือเรื่องคดีหมิ่นประมาท สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที ทีมงานพร้อมดูแลคุณด้วยความจริงใจและมืออาชีพ

แชร์ไม่คิด เสี่ยงผิดกฎหมาย! ระวัง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter)

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเผลอกดแชร์ รีทวีต หรือคอมเมนต์โพสต์ต่าง ๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่หลายคนยังคุ้นเคยในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งถือเป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า การกระทำเหล่านี้อาจเข้าข่ายความผิดฐาน หมิ่นประมาท โดยไม่รู้ตัว และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แชร์โพสต์คนอื่น ก็เสี่ยง “หมิ่นประมาท” ได้เหมือนกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทจะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่เป็นผู้เขียนข้อความหรือผู้โพสต์ต้นฉบับเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่แชร์ รีทวีต หรือส่งต่อข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่น ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน

ในทางกฎหมาย หากเนื้อหาที่ถูกแชร์มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรงหรือการรีโพสต์ ก็ถือเป็นการเผยแพร่ข้อความนั้นออกไปสู่สาธารณะ และสามารถเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้ทันที

ยิ่งหากมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแสดงท่าทีเห็นด้วยกับข้อความต้นฉบับ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะถูกมองว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน

แพลตฟอร์ม X กับปัญหาหมิ่นประมาทที่เกิดถี่ขึ้น

แพลตฟอร์ม X มีลักษณะเฉพาะที่เน้นการโพสต์ข้อความสั้น ๆ และการรีโพสต์ (Repost หรือ Retweet) จึงมักเกิดการกระจายของข้อมูลอย่างรวดเร็ว เมื่อมีใครสักคนโพสต์ข้อความกล่าวหาหรือใส่ความบุคคลอื่น และมีผู้รีโพสต์ออกไปอีกจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงยิ่งทวีคูณ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง หากคุณเป็นเพียง “ผู้ช่วยเผยแพร่” ก็สามารถถูกฟ้องได้ และอาจต้องรับผิดในฐานะ “ผู้ร่วมกระทำความผิด” ตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

เสียหายแล้วต้องทำอย่างไร? ทนายแนะอย่ารอให้ขาดอายุความ

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาทบนแพลตฟอร์ม X ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรง หรือการรีโพสต์โดยบุคคลอื่น ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แนะนำว่า อย่ารอช้าในการดำเนินคดี เพราะคดีหมิ่นประมาทมี “อายุความ” ที่จำกัด หากไม่ฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด คุณอาจหมดสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมไปอย่างน่าเสียดาย

ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญา ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่ามีการหมิ่นประมาทและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีที่ต้องการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จะมีอายุความยาวนานกว่า คือ 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการหมิ่นประมาทและผู้กระทำผิดเช่นกัน

ดังนั้น หากคุณมั่นใจว่าตนเองได้รับความเสียหาย ควรรีบรวบรวมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอ โพสต์ ลิงก์ และวันเวลาให้ชัดเจน แล้วติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีโดยเร็ว

หลักฐานคือหัวใจของคดีหมิ่นประมาท

ในยุคดิจิทัล หลักฐานที่สามารถนำมาใช้ในคดีหมิ่นประมาทได้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  • ภาพหน้าจอ (Screenshot) ของข้อความที่ถูกโพสต์หรือแชร์
  • ลิงก์โพสต์ต้นฉบับ และโพสต์รีแชร์
  • วัน เวลา ที่เกิดเหตุการณ์
  • พยานบุคคลที่เห็นโพสต์ หรือได้รับผลกระทบจากโพสต์นั้น
  • ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่ข้อความ (หากสามารถระบุได้)

ทนายอาร์มแนะนำว่า ควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้โดยไม่ต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แชร์อย่างมีสติ ดีกว่าต้องเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะผู้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกคน ควรตระหนักว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ย่อมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การแชร์โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะย้อนกลับ และต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและอาญากรณีคดีหมิ่นประมาทผ่านการรีโพสต์ที่ศาลตัดสินให้มีการชดใช้ค่าเสียหายหลายแสนบาท หรือแม้แต่ต้องโทษจำคุก (แม้จะรอลงอาญา) ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงควรเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้

การหมิ่นประมาทผ่านแพลตฟอร์ม X เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และอาจกระทบต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้เสียหายได้อย่างรุนแรง ทุกการแชร์หรือรีโพสต์จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และหากคุณเป็นผู้ได้รับความเสียหาย อย่ารอให้ขาดอายุความ ติดต่อ ทนายอาร์ม เพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามสิทธิของคุณโดยเร็วที่สุด

“หมิ่นประมาท” เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ปรึกษาทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสื่อสารพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดียกลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป แต่การใช้สิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ก็มักพ่วงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว การหมิ่นประมาทหรือการพูดให้ร้ายในเชิงเสียหายบนโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและผลกระทบให้กับผู้ที่ถูกละเมิดอย่างมาก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เล็งเห็นถึงปัญหานี้และยินดีให้บริการดำเนินคดีในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการหมิ่นประมาทผ่านสื่ออื่น ๆ เรามีทีมทนายความที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในการรับมือกับคดีหมิ่นประมาทในทุกระดับ

การหมิ่นประมาทคืออะไร ?

การหมิ่นประมาท คือ การกล่าวหรือพิมพ์ข้อความที่ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง หรือถูกดูหมิ่นจากสังคม การหมิ่นประมาทสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางคำพูดและการเขียน หรือแม้กระทั่งการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย

ในประเทศไทย กฎหมายได้กำหนดโทษการหมิ่นประมาทไว้ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 326 และมาตรา 328 ซึ่งมีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดในกรณีที่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียในทางชื่อเสียงหรือความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหมิ่นประมาทผ่านสื่อโซเชียลที่สามารถกระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

คดีหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์

เมื่อเกิดการหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์ เช่น บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การฟ้องร้องดำเนินคดีอาจดูซับซ้อนมากกว่าการหมิ่นประมาททั่วไป เนื่องจากหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์หรือแชร์ข้อความนั้นอาจสูญหายหรือถูกลบออกไป การเก็บรวบรวมหลักฐานให้ทันการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อความที่ถูกโพสต์ หรือการจัดการกับหลักฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในการนำไปใช้ในศาล ทีมของเรามีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการกับหลักฐานเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการดำเนินคดีหมิ่นประมาท

การดำเนินคดีหมิ่นประมาทนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งหากไม่เข้าใจอาจทำให้การฟ้องร้องไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยทั่วไปแล้วขั้นตอนการดำเนินคดีหมิ่นประมาทประกอบไปด้วย

1. รวบรวมหลักฐาน : การเก็บรวบรวมหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในคดีหมิ่นประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย หลักฐานที่ใช้ได้รวมถึงข้อความ บันทึกการโพสต์ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท

2. การเจรจาและการไกล่เกลี่ย : ในบางกรณี คู่ความอาจต้องการแก้ปัญหาผ่านการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องฟ้องร้อง การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยลดความขัดแย้งและทำให้คู่กรณีสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็ว

3. การฟ้องร้องในชั้นศาล : หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล การฟ้องร้องในชั้นศาลจะเป็นขั้นตอนต่อไป ทีมทนายความของเราจะเป็นผู้ดูแลการยื่นคำฟ้องต่อศาลและดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม

4. การดำเนินคดีในศาล : เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาล ทนายความของเราจะเป็นผู้แทนคุณในการนำเสนอหลักฐาน และต่อสู้คดีในนามของคุณเพื่อให้ศาลตัดสินคดีอย่างยุติธรรม

ทำไมต้องเลือกสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เราเป็นหนึ่งในสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคดีหมิ่นประมาททั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เรามีทีมทนายความที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงในการจัดการคดีหมิ่นประมาทที่มีความซับซ้อน และเรายังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรวบรวมและจัดการหลักฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในคดีที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหาการถูกหมิ่นประมาทไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียลมีเดียหรือสื่ออื่น ๆ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมหลักฐาน การเจรจาไกล่เกลี่ย ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างสูงสุด

อย่าปล่อยให้การหมิ่นประมาทมาทำลายชื่อเสียงและความเป็นอยู่ของคุณ ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้บริการดำเนินคดีหมิ่นประมาททุกประเภท รับมือทุกกรณีอย่างมืออาชีพ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!