ในปัจจุบัน การค้ามนุษย์ยังคงเป็นปัญหาที่น่าสลดใจและฝังรากลึกในหลายพื้นที่ทั่วโลกประชาชนจำนวนมากยังเข้าใจว่า “การค้ามนุษย์” หมายถึงการบังคับค้าประเวณี หรือการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมหนัก แต่ในความเป็นจริง ขบวนการค้ามนุษย์ยุคใหม่ได้พัฒนาไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ และเหยื่อจำนวนไม่น้อยกลับถูกบังคับให้ทำงาน “ในโลกออนไลน์” โดยที่ผู้คนภายนอกแทบไม่ทันได้สังเกตเห็น
วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปพบกับการค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังคิดไม่ถึง และไม่เคยพบเห็นมาก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันตัวเองและคนรอบข้างจากเหตุการณ์ที่อาจจะนำมาสู่การค้ามนุษย์ได้
⚠️ การค้ามนุษย์ในไทยในรูปแบบใหม่คืออะไร ?

ในอดีต เมื่อพูดถึง “การค้ามนุษย์” ผู้คนมักนึกถึง การบังคับค้าประเวณี แรงงานในโรงงานประมง หรือการลักพาตัวเด็ก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการใช้กำลัง ความรุนแรง และการเคลื่อนย้ายข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย
แต่ในปัจจุบัน ขบวนการค้ามนุษย์ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ “รูปแบบใหม่” ที่เน้นการบังคับใช้แรงงานในโลกออนไลน์ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้:
📌 1. เหยื่อถูกหลอกให้มาโดยสมัครใจ
- ขบวนการมักใช้โซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์หางานในการล่อลวงเหยื่อ
- เสนอว่าเป็น “งานออนไลน์ รายได้ดีในต่างประเทศ” หรือ “ทริปท่องเที่ยวพร้อมงานพิเศษ”
- เมื่อเหยื่อเดินทางเข้ามาในไทย (โดยวีซ่าถูกต้อง) จะถูกยึดพาสปอร์ต ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้
📌 2. ไม่มีโรงงาน ไม่มีค้าประเวณี แต่เป็น ‘คอลเซ็นเตอร์’ หรือ ‘ฟาร์มออนไลน์’
- เหยื่อถูกบังคับให้ ทำงานในลักษณะผิดกฎหมายผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น:
- หลอกโอนเงิน (pig butchering scam)
- ปั่นยอดแอปปลอม / คริปโต / แชร์ลูกโซ่
- หลอกลงทุนผ่านแชต
- ทำงานภายใต้การควบคุม 24 ชั่วโมง มีระบบเฝ้าดูกล้องวงจรปิดและคำสั่งจากหัวหน้าขบวนการ
📌 3. เหยื่อ “กลมกลืนกับระบบ” เพื่อไม่ถูกจับตา
- บางรายถูกฝึกให้พูดภาษาไทยหรืออังกฤษ
- เปิดบัญชีธนาคารไทย (หรือใช้บัญชีม้า)
- ใช้ซิมมือถือไทย บางรายแต่งกายให้ดูเหมือนนักศึกษา/พนักงานออฟฟิศ
- มีการปลอมแปลงเอกสาร เช่น ใบอนุญาตทำงานหรือบัตรแรงงานต่างด้าว
📌 4. เหยื่อมักถูกปฏิบัติเหมือน ‘ผู้ต้องหา’ แทน ‘ผู้เสียหาย’
- เพราะเข้าเมืองแบบนักท่องเที่ยว หรือทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต
- จึงถูกเจ้าหน้าที่บางส่วนตีความว่าเป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” และผลักดันออกนอกประเทศ
- ไม่ได้รับความช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
📌 เหยื่อพูดไม่ออก: ความกลัว ความอับอาย และการไม่กล้าเปิดเผย

แม้จะเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แต่หลายคนกลับไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งบอกใครว่าตนเองถูกบังคับหรือหลอกลวง เหตุผลหลักมาจาก ความกลัว—ไม่ว่าจะกลัวถูกจับเพราะถูกบังคับให้ทำผิดกฎหมาย เช่น หลอกลวงคนอื่นในคอลเซ็นเตอร์, โกงเงินออนไลน์, หรือถือพาสปอร์ตปลอม—รวมถึงกลัวการถูกตอบโต้จากขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งมักขู่ทำร้ายทั้งตัวเหยื่อและครอบครัว
อีกด้านหนึ่งคือ ความอับอาย โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ยังมีการตีตราเหยื่อ ว่าตกเป็นเหยื่อเพราะ “โง่” หรือ “อยากได้เงินง่ายๆ” ยิ่งในกรณีที่เหยื่อถูกหลอกให้มีส่วนร่วมในอาชญากรรมออนไลน์ เช่น เล่นบทแฟนหลอกโอนเงิน หรือแชตกับเหยื่อรายอื่น บางรายจึงรู้สึก “ไม่คู่ควร” ที่จะถูกช่วยเหลือ หรือมองว่าตัวเองสมควรถูกลงโทษ
นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคทางภาษาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะเหยื่อที่เป็นแรงงานข้ามชาติ หรือคนที่ถูกหลอกมาจากต่างจังหวัด ซึ่งไม่เข้าใจขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่รู้ว่าจะติดต่อใคร และไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ยังสามารถดำเนินต่อได้อย่างเงียบๆ เพราะเหยื่อ “เงียบ” เสียเอง
ทั้งหมดนี้ทำให้การช่วยเหลือเหยื่อกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายหรือการจับกุม แต่ต้องเป็นการ “สร้างพื้นที่ปลอดภัย” ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ ให้ผู้รอดชีวิตกล้าพูด กล้าขอความช่วยเหลือ และไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ต้องหา
⚖️ช่องว่างกฎหมายเท่ากับโอกาสของอาชญากร

แม้ว่าประเทศไทยจะมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีบทบัญญัติในการคุ้มครองและป้องกันการค้ามนุษย์ แต่กฎหมายเหล่านั้นส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่รูปแบบเดิม เช่น การค้าประเวณี การใช้แรงงานเด็ก หรือการบังคับใช้แรงงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ขณะที่ รูปแบบใหม่ของการค้ามนุษย์ในยุคดิจิทัล—เช่น การบังคับเหยื่อทำงานออนไลน์, โรแมนซ์สแกม, คอลเซ็นเตอร์หลอกลวง หรือการฟอกเงินผ่านโลกเสมือน—ยังไม่ถูกบัญญัติอย่างชัดเจนหรือทันสมัยพอจะเอาผิดผู้กระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในกรณีที่ขบวนการค้ามนุษย์มีลักษณะข้ามชาติ เช่น คนจีนควบคุมการปฏิบัติการจากกัมพูชา ล่อลวงเหยื่อในไทย แต่ใช้บัญชีธนาคารในฟิลิปปินส์ ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้การดำเนินคดีติดขัด ต้องรอคำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลที่สำคัญได้ทันเวลา
ที่สำคัญ การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนหรือในโลกออนไลน์ยังอ่อนแอ เพราะเจ้าหน้าที่มักขาดเครื่องมือทางเทคโนโลยี หรือเข้าไม่ถึงแพลตฟอร์มที่กลุ่มอาชญากรใช้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ดำเนินกิจการได้ต่อเนื่อง โดยแทบไม่ถูกแตะต้อง
⚖️ จากผู้ถูกหลอกเป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือ: บทบาทของทนายในการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์

🔹 1. ช่วยพิสูจน์ว่าเหยื่อ “ไม่ใช่ผู้กระทำผิด” ในหลายกรณี เหยื่อถูกบังคับให้กระทำผิด เช่น:
- หลอกลวงผู้อื่นผ่านออนไลน์
- ใช้เอกสารปลอม
- ลักลอบเข้าเมือง
ทนายสามารถเข้ามาช่วยแยกแยะว่า เหยื่อทำสิ่งเหล่านั้น เพราะถูกบังคับหรือหลอก ไม่ใช่ตั้งใจ ทำให้ศาลพิจารณาว่าเหยื่อควรได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่ลงโทษ
🔹 2. ให้คำปรึกษาทางกฎหมายและสิทธิ เหยื่อส่วนใหญ่มักไม่รู้สิทธิของตัวเอง เช่น:
- มีสิทธิขอลี้ภัยหรือขอความคุ้มครองชั่วคราว
- มีสิทธิรับความช่วยเหลือจากรัฐ
- มีสิทธิไม่ต้องตอบคำถามตำรวจหากไม่มีทนายอยู่ด้วย
ทนายสามารถอธิบายสิทธิเหล่านี้ และช่วยสื่อสารแทนเหยื่อกับตำรวจ อัยการ หรือศาล
🔹 3. เป็นตัวแทนดำเนินคดีหรือเรียกร้องค่าเสียหาย หากมีการดำเนินคดีเอาผิดกับขบวนการค้ามนุษย์ ทนายสามารถ:
- ยื่นคำร้องต่อศาลให้เหยื่อเข้าร่วมเป็น “ผู้เสียหาย”
- เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง (ค่ารักษาพยาบาล, ค่าชดเชยการถูกบังคับทำงาน ฯลฯ)
- ปกป้องเหยื่อในกระบวนการไต่สวน เพื่อไม่ให้ถูกซักถามอย่างคุกคามหรือกระทบกระเทือนจิตใจ
🔹 4. ประสานกับหน่วยงานอื่น ทนายมักทำงานร่วมกับ:
- เจ้าหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพ
- องค์กร NGO
- สถานทูต (กรณีเหยื่อเป็นชาวต่างชาติ เพื่อช่วยประกันความปลอดภัย และวางแผนการฟื้นฟูชีวิตเหยื่อ
แม้การหลุดพ้นจากขบวนการค้ามนุษย์จะเป็นเรื่องยาก แต่เหยื่อยังมีโอกาสลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ ทนายมีบทบาทสำคัญในการชี้แนะสิทธิ ให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง และช่วยนำทางเหยื่อผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อนได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถประสานงานกับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านที่พักพิง การฟื้นฟูจิตใจ และการกลับบ้านอย่างปลอดภัย รวมถึงการคุ้มครองไม่ให้เหยื่อถูกดำเนินคดีในกรณีที่การกระทำผิดเกิดจากการถูกบังคับ การเข้าถึงทนายจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโอกาสให้เหยื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยอีกครั้ง.
สุดท้ายแล้ว การมีทนายคอยอยู่เคียงข้างไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เหยื่อได้รับการปกป้องและมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเป็นธรรม สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาการค้ามนุษย์หรือการเอารัดเอาเปรียบที่ขัดต่อศีลธรรมและกฎหมาย เราพร้อมยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างคุณ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิและความยุติธรรมที่พึงมี อย่าปล่อยให้ตัวเองเผชิญกับความอยุติธรรมเพียงลำพัง ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา ทีมทนายของเรายินดีให้ความช่วยเหลือด้วยความจริงใจและเป็นมืออาชีพทุกขั้นตอน.
อ้างอิงจากเว็บไซต์ : https://doe.go.th/prd/assets/upload/files/ipd_th/e88a724796b3526a3034d9495a8f168a.pdf
เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

