รีวิวอย่างไรไม่ให้โดนฟ้อง? เมื่อเสรีภาพการพูดอาจกลายเป็นคดีหมิ่นประมาท

ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นนักรีวิวได้ง่าย ๆ เพียงมี Smart Phone และบัญชีทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ  ซึ่งในปัจจุบันนี้เราจะเห็นรีวิวหลากหลายประเภทได้ง่าย ๆ  ไม่ว่าจะเป็นรีวิวร้านอาหาร รีวิวโรงแรม รีวิวบริการสถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงรีวิวร้านซ่อมรถ หรือคลินิกต่าง ๆ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การรีวิวโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้คุณเสี่ยง “โดนฟ้องหมิ่นประมาท” จากเจ้าของกิจการได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาการรีวิวของคุณเข้าข่ายทำให้ผู้อื่นหรือกิจการนั้น ๆ เสียชื่อเสียง เสื่อมเสีย หรือถูกดูหมิ่นจากสาธารณชน

ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “พูดความจริงก็ไม่ผิด” แต่ในทางกฎหมาย ความจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้คุณรอดพ้นจากความผิดเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาทั้งเจตนา วิธีการแสดงออก และผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกด้วย

บทความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะพาคุณมารู้จักกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ซ่อนอยู่ในการ “รีวิวอย่างไม่คิด” พร้อมคำแนะนำว่าควรรีวิวอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่โดนข้อหาหมิ่นประมาท

หมิ่นประมาทจากการรีวิวคืออะไร?

หมิ่นประมาท คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งในกรณีของนักรีวิว หากมีการโพสต์รีวิวบนแพลตฟอร์มสาธารณะ เช่น

        •Google Review

        •Facebook

        •Twitter (X)

        •Pantip

        •TikTok

        •หรือเว็บไซต์รีวิวต่าง ๆ

ก็เข้าข่ายเป็น “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างเคสจริงที่นักรีวิวโดนฟ้อง

มีหลายกรณีที่นักรีวิวหรือผู้บริโภคทั่วไป โพสต์ข้อความระบายความไม่พอใจต่อบริการร้านค้า เช่น

        •รีวิวว่าอาหาร “เหม็นเหมือนเน่า”

        •ระบุว่าพนักงานพูดจา “เหมือนเมายา”

        •หรือเขียนว่า “กลัวว่าหมอจะฆ่าเรา”

แม้จะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว แต่หากเขียนในลักษณะที่ระบุตัวบุคคลชัดเจน ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ก็สามารถถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทได้โดยไม่ต้องรอให้มีการแชร์ต่อ

เสรีภาพในการแสดงความเห็น ≠ พูดอะไรก็ได้

หลายคนเข้าใจผิดว่า การเขียนรีวิวคือสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แต่ตามกฎหมายแล้ว สิทธิใด ๆ ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

หากคุณเขียนรีวิวด้วยความรู้สึกส่วนตัวโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ใช้อารมณ์ส่วนตัว ถ้อยคำประชด ด่าทอ หรือลงรายละเอียดเกินความจริง ก็อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของเจ้าของธุรกิจ หรือบุคคลที่คุณกล่าวถึงได้

การรีวิวที่ไม่เป็นความจริง = เสี่ยงถูกฟ้องหนักกว่าเดิมได้

หลายคนอาจไม่รู้ว่า การรีวิวที่ “ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” หรือ “เกินจริง” จนส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ให้บริการเกิดความเสียหายทางชื่อเสียงหรือรายได้ อาจไม่ใช่แค่หมิ่นประมาทธรรมดา แต่เข้าข่าย เจตนาใส่ร้ายเพื่อให้เกิดผลเสียหาย ซึ่งศาลอาจพิจารณาโทษหนักขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าของร้านสามารถพิสูจน์ได้ว่า

        •        ผู้รีวิว ไม่ได้ใช้บริการจริง

        •        เหตุการณ์ที่รีวิว ไม่เคยเกิดขึ้น

        •        หรือมีเจตนาในการ ทำลายชื่อเสียงของร้าน

ในกรณีนี้ ทางร้านสามารถ ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ร่วมกับการดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทได้ทันที

ตัวอย่าง: รีวิวอาหารไม่ดี ทั้งที่ไม่ใช่ลูกค้า

มีลูกค้ารายหนึ่งได้รับข้อความรีวิวผ่าน Google Maps ที่กล่าวหาว่าร้านบริการไม่ดี อาหารสกปรก แต่เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บุคคลดังกล่าวไม่เคยเข้าร้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าของร้านจึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และเรียกค่าเสียหายจากการเสียชื่อเสียง

รีวิวอย่างไร “ไม่ให้โดนฟ้อง”?

1. หลีกเลี่ยงการระบุชื่อบุคคลโดยตรง

หากเป็นรีวิวเชิงวิจารณ์ ควรใช้คำว่า “เจ้าหน้าที่บางคน”, “พนักงานในช่วงเวลานั้น” แทนการระบุชื่อเต็ม ตำแหน่ง หรือข้อมูลชัดเจนที่ทำให้บุคคลอื่นรู้ว่าใคร

2. ใช้ภาษาที่เป็นกลาง ไม่ใช้อารมณ์

เลี่ยงคำพูดเชิงดูถูก เช่น “โง่”, “แย่ที่สุด”, “ไม่ควรมีอาชีพนี้” เปลี่ยนเป็น “รู้สึกไม่ค่อยประทับใจ”, “บริการไม่ตรงตามที่คาดหวัง” แทน

3. ควรมีหลักฐานสนับสนุน

หากคุณพูดถึงเหตุการณ์ใด ควรมีภาพ เสียง หรือใบเสร็จไว้ยืนยัน ไม่ใช้เพียงคำบอกเล่าหรือความรู้สึก

4. ให้โอกาสร้านค้าแก้ไขก่อน

แจ้งปัญหาผ่านช่องทางของร้านหรือธุรกิจก่อนโพสต์รีวิว จะช่วยลดปัญหาการเข้าใจผิดและให้โอกาสคู่กรณีได้แก้ไข

5. ไม่แชร์หรือเขียนซ้ำข้อความของผู้อื่น

แม้คุณไม่ได้เป็นคนเริ่มเขียน แต่หากคุณแชร์โพสต์ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท คุณก็มีโอกาสถูกฟ้องเช่นกัน

จุดเสี่ยงที่นักรีวิวมักพลาด

        •วิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน

        •พาดพิงบุคคลโดยไม่เบลอภาพหรือชื่อ

        •ใช้คำรุนแรงเพื่อเรียกยอดไลก์

        •แชร์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทโดยไม่ตรวจสอบ

ข้อควรระวังในยุคที่ใครก็เป็นักรีวิวได้

        •การรีวิวบริการใด ๆ ควรพิจารณา “ผลกระทบ” ต่อคู่กรณี

        •ถ้าคุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือมีผู้ติดตามมาก รีวิวของคุณอาจสร้างความเสียหายมหาศาล

        •ระวังอย่าให้รีวิวกลายเป็นการ “ประจาน” มากกว่า “สะท้อนความจริง”

หากคุณโดนฟ้องหมิ่นประมาทจากการรีวิว ควรทำอย่างไร?

หากได้รับหมายเรียก หรือมีจดหมายจากทนายความของผู้เสียหาย ควร:

        •หยุดเผยแพร่หรือแชร์โพสต์ทันที

        •รวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพ แชต หรือหลักฐานความบริสุทธิ์

        •ติดต่อทนายความทันที เพื่อขอคำแนะนำทางกฎหมาย

        •อย่าพยายามต่อรองหรือขอโทษเอง เพราะอาจใช้เป็นหลักฐานในศาล

การรีวิวโดยขาดความระมัดระวัง อาจเปลี่ยนจากการเรียกร้องสิทธิ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาได้ในพริบตา

อย่าให้ความตั้งใจในการ “เตือนภัย” กลายเป็น “ภัยของตัวเอง” เพราะในโลกโซเชียล คำพูดของคุณมีพลัง และอาจมีราคาทางกฎหมายเสมอ

หากคุณกำลังถูกฟ้องจากการรีวิว หรือไม่มั่นใจว่าเนื้อหาที่โพสต์จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ สามารถติดต่อขอคำปรึกษากับทนายอาร์ม จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้โดยตรง คลิก >>ติดต่อเรา<<

คดียักยอกทรัพย์เป็นอย่างไร? แบบไหนถึงเรียกว่าเข้าข่าย “ยักยอกทรัพย์”

คดียักยอกทรัพย์ copy

คดียักยอกทรัพย์ คือคดีความที่โจทก์ทำการฟ้องจำเลยในฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 หลักว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่หากทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด โดยผู้อื่นส่งมอบให้ หรือเป็นทรัพย์สินหายและผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำจะต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

คดียักยอกทรัพย์1 copy

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1. ครอบครอง

การครอบครองนี้จะต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยที่เจ้าของสละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น เช่น การเช่าบ้านหากผู้เช่าบ้านเช่าพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ ผู้ให้เช่าบอกให้ผู้เช่าช่วยดูแลเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเช่าด้วย เท่ากับเป็นการมอบหมายให้ผู้เช่าครอบครองเฟอร์นิเจอร์ในบ้านแล้ว หากผู้เช่าเอาเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์

แต่ถ้าหากเป็นการแค่ยึดถือเอาไว้ชั่วคราว และเจ้าของไม่ได้ทำการสละการครอบครองทรัพย์นั้น ก็จะไม่ถือว่ายักยอกทรัพย์ แต่จะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์แทน เช่น การฝากของเอาไว้ชั่วคราวอย่างกระเป๋าเงิน เป็นต้น

2. ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

เรื่องเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นไปตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมาคนนั้นก็เป็นเจ้าของ หรือหากเป็นทรัพย์มีทะเบียน ก็ให้ดูว่าทะเบียนของทรัพย์นั้นมีชื่อใครคนนั้นก็เป็นเจ้าของ

3. เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

คือการที่เราแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม อาจจะโดยการแปลสภาพทรัพย์นั้น ขายทรัพย์นั้นให้คนอื่น หรือเอาไปซ่อนเพื่อจะเก็บไว้ใช้เอง หรืออ้างกับคนอื่นว่าเป็นของตน หรือพูดง่ายก็คือเอาทรัพย์นั้นไปใช้ตามใจเหมือนตัวเองซื้อมาโดยไม่คิดจะคืนเจ้าของ และจะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจโดยทุจริต กล่าวคือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องการหาประโยชน์จากสิ่งที่เรามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

หากองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นครบก็สามารถจ้างทนายฟ้องยักยอกทรัพย์ได้ แต่หากไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมายสามารถหาทนายเพื่อปรึกษาก่อนได้ เมื่อเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์ให้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับการยักยอก เช่น เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองไปสู่ผู้ที่ทำการยักยอก หลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำนั้นเอาทรัพย์ไปเป็นของตน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถจะรวบรวมมาได้ถ้าหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้อง โดยสามารถนำเอาหลักฐานที่รวบรวมมาได้นำไปปรึกษาทนายก่อนว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นเพียงพอในการดำเนินการฟ้องร้องยักยอกทรัพย์หรือไม่ 

อายุความในการฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ แต่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกยักยอกจะต้องทำการแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลา 3 เดือนนับตั้งแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้เรื่องผู้กระทำ หากไม่แจ้งความหรือแจ้งความในระยะเวลาดังกล่าวคดีก็จะหมดอายุความ และถึงแม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีความส่วนตัวที่สามารถยอมความกันได้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ผู้ฟ้องทำการถอนฟ้องด้วย

คดียักยอกทรัพย์2 copy

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน? ใช้หลักประกันตัวเท่าไหร่?

ตรงนี้จะต้องดูว่าได้กระทำความผิดที่ไหน ตามหลักแล้วจะต้องฟ้องต่อศาลที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ๆ กระทำความผิด แต่ถ้าหากจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับกุมถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิดขึ้น สามารถดำเนินการฟ้องในเขตพื้นที่นั้นได้เช่นกัน ส่วนวงเงินในการประกันตัวนั้น หากถูกดำเนินการแจ้งความคดียักยอกทรัพย์วงเงินในการประกันตัวนั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไป ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของความเสียหายที่ผู้เสียหายแจ้งมา แต่ทั้งนี้เงินประกันในชั้นศาลและชั้นตำรวจไม่เท่ากัน ดังนั้นควรโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลที่รับผิดชอบคดีอีกครั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาการประกันตัวไม่ได้

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ถึงอย่างไรก็ควรมีทนายเอาไว้คอยให้คำแนะนำ หรือคอยให้คำปรึกษาไว้จะดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหาในด้านของกฎหมาย หากคุณมีปัญหาต้องการคำปรึกษา หรือคำแนะนำ ติดต่อเรา